ดนตรีในยุคโรแมนติก

Начать. Это бесплатно
или регистрация c помощью Вашего email-адреса
ดนตรีในยุคโรแมนติก создатель Mind Map: ดนตรีในยุคโรแมนติก

1. ศัพท์สำคัญทางดนตรี

1.1. Nationaism ในทางดนตรี หมายถึง การใช้แนวคิดทางดนตรีหรือโมทิฟที่ถูกแบ่งแยกเป็นประเทศ ภูมิภาคหรือชาติพันธุ์ อย่างเช่นสำเนียงโฟล์คและทำนอง จังหวะ และเสียงประสานที่ได้รับอิทธิพลจากมัน

1.2. Exoticism ในทางดนตรีนั้น คือดนตรีรูปแบบหนึ่งที่จังหวะ ทำนอง หรือเครื่องดนตรีนั้นๆถูกออกแบบมาเพื่อปลุกกระตุ้นบรรยากาศของดินแดนอันห่างไกลหรือยุคโบราณ (e.g., Ravel's Daphnis et Chloé and Tzigane for Violin and Orchestra, Debussy's Syrinx for Flute Solo or Rimsky-Korsakov's Capriccio espagnol)

1.3. Program ในทางดนตรีนั้นคือรูปแบบหนึ่งของการบรรเลงเครื่องดนตรีแบบศิลปะที่มุ่งเน้นวาดดนตรีให้เป็นเรื่องราว ตัวเรื่องราวนั้นอาจถูกเสนอต่อผู้ชมผ่านชื่อเรื่องหรือในรูปแบบของโปรแกรมโน๊ต คือการใช้ดนตรีในการสร้างสรรค์จินตนาการ ตัวอย่างเช่น Hector Berlioz's Symphonies fantastique เป็นงานบรรเลงที่เกี่ยวข้องกับนิยายแฟนตาซีที่เนื้อเรื่องพูดถึงความรักที่ไม่เป็นที่ต้องการของกวีผู้อ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม การฆ่าฟันและการทรมานจากขุมนรก

1.4. Chromatic harmony หมายถึงเสียงประสานหรือคอร์ดที่ซึ่งใช้โน้ตต่างๆที่ไม่ได้อยู่ในคีย์ของเพลงนั้นๆ แม้ว่าเพลงของบาร์คในช่วงศตวรรษที่ 18 จะใช้เสียงประสานแบบโครมาติกมาก่อนแต่เป็นช่วงศตวรรษที่ 19 ที่ผู้ประพันธ์ต่างๆเริ่มใช้วิธีการนี้มากขึ้น วากเนอร์เขียนดนตรีซึ่งเป็นโครมาติกอย่างมาก เช่น โอเปร่าเรื่องTristan มีทั้งความแหลมคม ความเรียบและยังมีการสลับไปใช้คีย์ในหลายตำแหน่ง เพลงของเขามีความตึงเครียดเป็นอย่างมากเพราะทำให้ผู้ฟังสับสนว่าตกลงแล้วเพลงนี้อยู่ในคีย์ไหนกันแน่

1.5. Rubato เป็นชื่อของรูปแบบจังหวะชนิดหนึ่งที่อ้างถึงอิสระในการแสดงออกและเป็นจังหวะโดยการเร่งความเร็วขึ้นเล็กน้อยจากนั้นชะลอความเร็วของชิ้นงานขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศิลปินเดี่ยวหรือผู้ควบคุมวง Rubato เป็นรูปแบบการแสดงออกของดนตรีที่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ถ้อยคำ

1.6. Thematic transformation คือเทคนิคทางดนตรีที่ leitmotif หรือ theme ถูกพัฒนาโดยการเปลี่ยน theme โดยใช้การเปลี่ยนลำดับ เช่นการปรับคีย์ การลดคีย์ การเพิ่มโน้ต การกลับโน้ต และการทดโน๊ต วิธีการนี้ถูกพัฒนาโดย ฟรานซ์ ลิซท์ และ hector berlioz วิธีการนี้จะซุกซ่อนอยู่ภายใต้บทเพลงโดยที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นอยู่ตลอดเวลาแต่ก็จะไม่หลุดจากความเป็นหนึ่งเดียวของบทเพลง

1.7. Strophic form เรียกอีกอย่างว่ากลอนซ้ำ - แบบฟอร์มการขับร้องรูปแบบเพลง AAA หรือรูปแบบเพลงส่วนหนึ่ง - เป็นโครงสร้างเพลงที่ทุกข้อหรือบทของข้อความที่มีเพลงเดียวกัน ตรงกันข้ามกับรูปแบบ strophic ที่มีเพลงใหม่ที่เขียนขึ้นสำหรับทุกบทจะเรียกว่าผ่านการแต่ง

1.8. Through composed music หมายถึงดนตรีที่ถูกเขียนโดยตลอดเพลงไม่มีการซ้ำหรือการกลับมาเล่นท่อนเดิมเลย โดยบทเพลงมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

1.9. Modified strophic form คือ strophic form ที่มีการแปรในแต่ละท่อนในรูปแบบท่อนดนตรี A A' A

1.10. Absolute music คือดนตรีที่ปราศจากจุดหมายหลัก เป็นดนตรีที่เล่นเพื่อดนตรีโดยเฉพาะ โดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงไปที่เรื่องอื่นใด

1.11. Postlude คือชิ้นส่วนของดนตรีที่เล่นในช่วงท้ายของการชุมนุม ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นส่วนหนึ่งของการบูชาและงานรื่นเริงที่สำคัญต่างๆ

1.12. Idee fixe หรือ fixed idea หมายถึงธีมหลักที่ทำหน้าที่เป็นฐานของเนื้อเพลง

1.13. Leitmotif หรือ leading motif ปรากฏบ่อยครั้งในธีมของโอเปร่าและซิมโฟนิค โพเอม ใช้เพื่อเพิ่มเติมเข้มข้นของฉากดราม่า เพื่อเข้าถึงความคิดของตัวละคร หรือการทำให้ผู้ฟังนึกถึงเหตุการที่เกี่ยวข้องกับเพลงนั้น โดยถูกใช้เป็นครั้งแรกๆโดย Richard Wagner และ Hector Berlioz

2. ลักษณะของประเภทบทเพลงในยุคโรแมนติก

2.1. Program music คือดนตรีบรรเลงที่ประกอบไปด้วยเบื้องหลังของนิทาน ตำนาน สถานที่หรือเรื่องราวของบุคคล ตรงกันข้ามกับเพลงแอปโซลูท

2.2. Symphony คือ เพลงบรรเลงร่วมสำหรับวงออเคสตร้าเต็มวง ส่วนใหญ่เป็นสี่ท่อน ส่วนมากอย่างน้อยหนึ่งในสี่จะเป็นรูปแบบโซนาตา

2.3. Opera งานทางด้านอารมณ์ที่มีตั้งแต่หนึ่งองค์ขึ้นไป ทำเป็นรูปแบบบทเพลงเพื่อนักร้องและเครื่องดนตรี เป็นศิลปะการแสดงบนเวทีชนิดหนึ่ง โดยมีลักษณะเป็นแบบละครที่ดำเนินเรื่องโดยใช้ดนตรีเป็นหลักหรือทั้งหมด อุปรากรถือเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีคลาสสิก ตะวันตก มีความใกล้เคียงกับละครเวทีในเรื่องฉาก การแสดง และเครื่องแต่งกาย แต่สิ่งสำคัญที่แยกอุปรากรออกจากละครเวทีทั่วไป คือ ความสำคัญของเพลง ดนตรีที่ประกอบการร้อง ซึ่งอาจมีตั้งแต่วงดนตรีขนาดเล็กจนไปถึงวงออร์เคสตราขนาดใหญ่

2.4. Concerto คอนแชร์โต (อังกฤษ: concerto) คือ เป็นการประพันธ์เพลงรูปแบบหนึ่ง ส่วนมากมีสามท่อน (three-parts) ในอัตราจังหวะเร็ว-ช้า-เร็ว ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ ต้องมีการเล่นประชันกัน โดยอาจจะเป็นการเดี่ยวเครื่องดนตรีประชันกับวงดนตรี หรือกลุ่มเครื่องดนตรีประชันกับวงดนตรีก็ได้

2.5. Art Song คือเพลงร้องแบบหนึ่งซึ่งมักใช้ภาษาเยอรมันเพลงแบบนี้ คือ ลีเดอร์ (Lieder) ประพันธ์โดยอัฉริยะชาวเยอรมัน เช่น ฟรานซ์ ชูเบิร์ต (Franz Schubert) , โรเบิร์ต ชูมันน์ (Robert Schumann) , โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms) , ริคาร์ด ชเตราส์ (Richard Strauss) จึงเป็นภาษาเยอรมัน ดั้งเดิมนั้นนิยมร้องหรือเล่นกันในห้องโถงเล็กๆ เป็นเพลงที่ไพเราะน่าฟัง เกิดขึ้นและเป็นที่นิยมกันในสมัยโรแมนติก ในศตวรรษที่ 18 ยังนิยมร้องและเล่นกันมาจนปัจจุบันนี้

2.6. Song cycle ชุดร้องเพลง(Song Cycle) หรือ ลีเดอร์ซือคลูส (Liedercyclus) คือกลุ่มของเพลงร้องและประกอบดนตรีคลอ ต่อเนื่องหลายๆเพลง โดยมีความหมายของเนื้อเพลง เกี่ยวข้องหรือเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่ง Song Cycle ก็มีการประพันธ์ในแบบของ Art Song หรือ German Lied ด้วย เช่นบทประพันธ์ของฟรานซ์ ชูเบิร์ต (Franz Schubert) ชื่อเพลง”The Beautiful Maid of the Mill” (1823) โดย ลุดวิก ฟาน เบโทเฟน(Ludwig van Beethoven) ชื่อเพลง “ To the distant Beloved”( 1816) “Winter Journey “ (1827) และ “ Swan Song” โดย โรเบิร์ต ชูมันน์ (Robert Schumann) ชื่อเพลง “A Poet’s Love 1844 , และ “Woman’s Love and Life”(1843)

2.7. Romance สมัยโรแมนติก เป็นยุคของดนตรีคลาสสิกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1810–1910) ซึ่งเน้นอารมณ์ของดนตรีมากกว่าความสมดุลของบทตอน และเน้นความเป็นตัวตนของคีตกวีมากกว่ากฎเกณฑ์ทางดนตรีที่มีมาแต่เดิม

2.8. เอตูว์ด ในภาษาฝรั่งเศส หรือ เอทูด ในภาษาอังกฤษ (อังกฤษ: étude) หมายถึง แบบฝึกหัด เป็นเพลงที่นักประพันธ์เพลงแต่งเพื่อมีวัตถุประสงค์ให้ลูกศิษย์ได้ฝึกหัดเพลงที่มีทักษะในการเล่นที่สูงขึ้น ส่วนใหญ่ทักษะที่ใช้เล่นในเอตูว์ดมักเป็นทักษะเฉพาะทาง หรือเทคนิคเฉพาะทั้งสำหรับเครื่องดนตรีนั้น ๆ

2.9. Polonaise ปอลอแนซ (ฝรั่งเศส: polonaise; โปแลนด์: polonez) เป็นบทเพลงเต้นรำของชาวโปแลนด์ ในจังหวะ k (เดิมเป็นเพลงเต้นรำที่มีลักษณะโอ่อ่าและสง่างาม) ใช้แสดงในงานพระราชพิธีและเพื่อการเฉลิมฉลอง เฟรเดริก ชอแป็ง เป็นผู้แต่งบทเพลงเต้นรำนี้เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความเป็นชาตินิยมของชาวโปแลนด์

2.10. poem(tone poem) บทเพลงที่คีตกวีได้พยายามถ่ายทอดเนื้อความมาจากคำประพันธ์หรือบทร้อยกรอง (Poem) ต่างๆ แล้วพรรณนาสิ่งเหล่านี้ออกมาด้วยเสียงของดนตรีอย่างเหมาะสมนั้น จะเรียกบทเพลงแบบนี้ว่า ซิมโฟนิคโพเอ็ม (Symphonic Poem) ต่อมาภายหลังเรียกว่า โทนโพเอ็ม (Tone Poem)

2.11. Program symphony บทเพลงหลายการเคลื่อนไหวพร้อมด้วยเนื้อหาเพลงที่มากขึ้นที่มุ่งความสนใจผู้ฟังไปที่วรรณกรรมหรือภาพจินตนาการที่เกี่ยวข้อง เฮคเตอร์ เบอลิออสนำเสนอแนวเรื่อง(โปรแกรม)สำหรับซิมโฟนีมหัศจรรย์ เพื่ออธิบายชีวิตของศิลปินหนุ่มอย่างที่เขียนไว้ในบทเพลง เพลงโปรแกรมเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงปีพันเก้าร้อย

2.12. overture โอเวอร์เจอร์ (Overture) คือเพลงโหมโรง ที่แต่งขึ้นเพื่อใช้สำหรับบรรเลงนำก่อนการแสดงอุปรากร ซึ่งมักจะมีลักษณะลีลาทีเริ่มต้นด้วยช้าแบบเคร่งขรึมหรือสง่า และตามด้วยลีลาที่เร็วโดยการบรรเลงซ้ำ จากแนวทำนองหลักในลีลาแรก แต่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีต่างชนิดกันและจบด้วยลีลาที่เร็ว ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คีตกวีได้ประพันธ์โอเวอร์เจอร์ขึ้นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมิได้ใช้เป็นบทบรรเลงสำหรับโหมโรงอุปรากร แต่ใช้สำหรับบรรเลงในการแสดงคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ เป็นการโหมโรงของการแสดงคอนเสิร์ต โอเวอร์เจอร์ (Concert Overture) โอเวอร์เจอร์จะมีเพียงกระบวนเดียวและมีความยาวประมาณ 6-7 นาที

2.13. Incidental music (อินสิเดนทัล มิวสิก) ดนตรีประกอบละคร ละครกรีกมักจะมีดนตรีประกอบเช่นเดียวกับละครของเชคสเปียร์ละครสมัยใหม่ส่วนมากก็ใช้ดนตรีประกอบละครด้วย

3. นักประพันธ์เพลง (Composer) ที่สำคัญและโดดเด่นในยุคโรแมนติกมีใครบ้างและดนตรีของเขามีลักษณะอย่างไร

3.1. 1.Franz Schubert มีผลงานเพลงมากกว่า 600 ชิ้น ทั้งซิมโฟนี สตริงควอเต็ท ดนตรีแชมเบอร์ โซนาตา เพลงแมส และอุปรากร ดนตรีมีอารมณ์รูปแบบที่หลากหลาย

3.2. 2.Robert schumann สร้างสรรค์ผลงานจากชีวิตของตัวเอง ผลงานช่วงแรกเป็นบทเพลงสำหรับเปียโน ต่อมาประพันธ์ทั้งซิมโฟนีและ ดนตรีแชมเบอร์ Song cycle ชุด carnaval

3.3. 3.Clara Wieck shumann ประพันธ์บทเพลงสำหรับเปียโน บทเพลงเน้นแสดงออกความรู้สึกต่อสามี อารมณ์อันเศร้าสร้อยและการเชื่อม ท่อนอันสวยงาม ไพเราะและต่อเนื่อง

3.4. 4.Frederic chopin ประพันธ์บทเพลงสำหรับเปียโนเป็นส่วนใหญ่ เพลงส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก มีอารมณที่หลากหลาย สง่างาม ท่วงทำนองที่ไพเราะ ไม่ผูกโยงกับเรื่องราวใดๆ และบทเพลงเปียโนของเขามีความสวยงามที่สุด

3.5. 5.Franz Liszt มีการบรรเลงเปียโนที่ทรงพลัง สร้างการบรรเลงเปียโนแนวใหม่ สร้างบทเพลงประเภท Symphonic Poem บทเพลงของเขาทรงอิทธิพลงไปถึงนักประพันธ์รุ่นหลัง

3.6. 6.Felix Mendelssohn ดนตรีมีลักษณะของไสตล์คลาสสิก เน้นความสง่างามและความสมดุล ประพันธ์เพลงทุกประเภทยกเว้นอุปรากร

3.7. 7.Hector Berlioz ดนตรีของเขาคือการแสดงออกของความรู้สึก พลังงานภายใน การขับเคลื่อนด้วยจังหวะและการที่ไม่สามารถ คาดเดาได้ เป็นนักเรียบเรียงที่มีจินตนาการและริเริ่มทำสิ่งใหม่

3.8. 8.Antonin Dvorak ประพันธ์เพลงแนวชาตินิยม ใช้บันไดเสียงเพนทาโทนิค และโมดที่ใช้ในเพลงพื้นบ้าน ใช้เทคนิค Quatation of thematic material

3.9. 9.Peter Ilyich Tchaikovsky ไสตล์ดนตรีของเขาได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีฝรั่งเศษ อิตาลี เยอรมัน และเพลงพื้นบ้านรัสเซีย

3.10. 10.Johannes Brahms สร้างผลงานชิ้นเอกในทุกรูปแบบยกเว้นอุปรากรมากกว่า 200 ผลงานเพลง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยมีรากฐานมาจากดนตรีของไฮเดิน โมสาร์ท และเบโธเฟน นำเสนอผลงานในรูปแบบของยุคคลาสสิกแต่ใช้เสียงประสานและสีสันเสียงในลักษณะของยุคโรแมนติก นิยมใช้ท่วงทำนองที่ไพเราะ อบอุ่น นิยมใช้ลักษณะจังหวะแบบ 2 against 3 นิยมใช้เสียงของเครื่องดนตรีที่กลมกล่อมเช่น วิโอล่า คลาริเนต และเฟรนซ์ฮอร์น เป็นต้น

4. สภาวะของดนตรีในสังคมชาวตะวันตกยุคโรแมนติก(ค.ศ.1820-1900)

4.1. ลักษณะทั่วๆไปของการดนตรีในสมัยโรแมนติก (ไขแสง ศุขะวัฒนะ. 2535:111)1. คีตกวีสมัยนี้มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดอย่างมีอิสระ ไม่จำเป็นต้องสร้างความงามตามแบบแผนวิธีการ และไม่ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ใดทั้งนี้เพราะเขาไม่ได้อยู่ ในความอุปภัมภ์ของโบสถ์ เจ้านาย และขุนนางเช่นคีตกวีสมัยคลาสสิกอีกต่อไป 2. ใช้อารมณ์ และจินตนาการเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน 3. ลักษณะที่เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลัทธิชาตินิยม” (Nationalism) 4. ลักษณะที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ลัทธินิยมเยอรมัน” (Germanism) 5. ลักษณะภายในองค์ประกอบของดนตรีโดยตรง 5.1 ทำนอง ลีลาและบรรยากาศของทำนองเน้นความรู้สึก และอารมณ์ของบุคคลมากขึ้นมีแนวเหมือนแนวสำหรับขับร้องมากขึ้น และความยาวของวลี (Phrase) ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่จำกัด 5.2 การประสานเสียง โครงสร้างของคอร์ดและลำดับการใช้คอร์ด มีเสรีภาพมากขึ้นการใช้คอร์ด 7 คอร์ด 9 อย่างมีอิสระ และการย้ายบันไดเสียงแบบโครมาติค (Chromatic Modulation) มีบทบาทที่สำคัญ 5.3 ความสำคัญของเสียงหลัก (Tonality) หรือในคีย์ยังคงมีอยู่ แต่เริ่มคลุมเครือหรือเลือนลางไปบ้าง เนื่องจากบางครั้งมีการเปลี่ยนบันไดเสียงออกไปใช้บันไดเสียงที่ เป็นญาติห่างไกลบ้าง หรือ Chromatic Modulation 5.4 พื้นผิว ในสมัยนี้โฮโมโฟนียังคงมีความสำคัญมากกว่าเคาน์เตอร์พอยท์ 5.5 ความดังเบาของเสียง (Dynamics) ในสมัยนี้ได้รับการเน้นให้ชัดเจนทั้งความดังและความเบาจนเป็นจุดเด่นจุดหนึ่ง ดนตรีสมัยนี้เริ่มประมาณปี ค.ศ. 1820 – 1900 ถือว่าเป็นยุคทองของดนตรี ดนตรีมิได้เป็นเอกสิทธิ์ของผู้นำทางศาสนาหรือการปกครอง ได้มีการแสดงดนตรี (Concert) สำหรับสาธารณชนอย่างแพร่หลาย นักดนตรีแต่ละคนมีโอกาสแสดงออกซึ่งความรู้สึกของตนเองได้เต็มที ่ และต้องการสร้างสไตล์การเขียนเพลงของตนเองด้วย ทำให้เกิดสไตล์การเขียนเพลงของแต่ละท่านแตกต่างกันอย่างมาก ในยุคนี้ใช้ดนตรีเป็นเครื่องแสดงออกของอารมณ์อย่างเต็มที่ ทุกๆ อารมณ์สามารถถ่ายทอดออกมาได้ด้วยเสียงดนตรีอย่างเห็นได้ชัด ดนตรีในยุคนี้จึงไม่คำนึงถึงรูปแบบ และความสมดุล แต่จะเน้นเนื้อหา ว่าดนตรีกำลังจะบอกเรื่องอะไร ให้อารมณ์อย่างไร เช่น แสดงออกถึงความรัก ความโกรธ ความเศร้าโศกเสียใจ หรือความกลัว ด้านเสียงประสานก็มักจะใช้คอร์ดที่มีเสียงไม่กลมกลืน เช่น ดอร์ดโครมาติค (Chromatic Chord) หรือ คอร์ดที่มีระยะขั้นคู่เสียงกว้างมากขึ้นๆ เช่น คอร์ด 7,9 หรือ 11 นอกจากจะแสดงถึงอารมณ์แล้ว คีตกวียังชอบเขียนเพลงบรรยายธรรมชาติเรื่องนิยายหรือความคิดฝัน ของตนเอง โดยพยายามทำเสียงดนตรีออกมาให้ฟังได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่กำลังบ รรยายมากที่สุด เพลงที่มีแนวเรื่องหรือทิวทัศน์ธรรมชาติเป็นแนวการเขียนนี้เรีย กว่า ดนตรีพรรณนา (Descriptive Music) หรือ โปรแกรมมิวสิค (Program Music) สำหรับบทเพลงที่คีตกวีได้พยายามถ่ายทอดเนื้อความมาจากคำประพันธ ์หรือบทร้อยกรอง (Poem) ต่างๆ แล้วพรรณนาสิ่งเหล่านี้ออกมาด้วยเสียงของดนตรีอย่างเหมาะสมนั้น จะเรียกบทเพลงแบบนี้ว่า ซิมโฟนิคโพเอ็ม (Symphonic Poem) ต่อมาภายหลังเรียกว่า โทนโพเอ็ม (Tone Poem)ในยุคนี้เป็นสมัยชาตินิยมทางดนตรีด้วย (Nationalism) คือ คีตกวีจะแสดงออกโดยใช้ทำนองเพลงพื้นเมืองประกอบไว้ในเพลงที่แต่ งขึ้น หรือแต่งให้มีสำเนียงของชาติตนเองมากที่สุด โดยใช้บันไดเสียงพิเศษของแต่ละชาติ ซึ่งเป็นผลให้คนในชาติเดียวกันเกิดความรักใคร่กลมเกลียวกัน รักชาติบ้านเมืองเกิดความหวงแหนทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินที่อาศ ัยอยู่ เช่น ซีเบลิอุส (Jean Sibelius) แต่งเพลง ฟินแลนเดีย (Finlandia) โชแปง (Frederic Chopin) แต่งเพลง มาซูกา (Mazurka) และโพโลเนียส (Polonaise) นอกจากนี้ยังมีคีตกวีชาติอื่นๆ อีกมาก

5. สไตล์ของดนตรีในยุคโรแมนติก

5.1. 1.Mood and Emotional expression คีตกวีสมัยนี้มีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดอย่างมีอิสระ ไม่จำเป็นต้องสร้างความงามตามแบบแผนวิธีการ และไม่ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ใดทั้งนี้เพราะเขาไม่ได้อยู่ ในความอุปภัมภ์ของโบสถ์ เจ้านาย และขุนนางเช่นคีตกวีสมัยคลาสสิกอีกต่อไปใช้อารมณ์ และจินตนาการเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานทำนอง ลีลาและบรรยากาศของทำนองเน้นความรู้สึก และอารมณ์ของบุคคลมากขึ้นมีแนวเหมือนแนวสำหรับขับร้องมากขึ้น และความยาวของวลี (Phrase) ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่จำกัด

5.2. 2.Rhythm มีการเปลี่ยนแปลงความเร็วและไทม์ซิกเนเจอร์บ่อยครั้งในหนึ่งเพลง

5.3. 3.Dynamics ความดังเบาของเสียง (Dynamics) ในสมัยนี้ได้รับการเน้นให้ชัดเจนทั้งความ ดัง และความเบาจนเป็นจุดเด่นจุดหนึ่ง

5.4. 4.Tone colour สีสันเสียงกลายเป็นส่วนสำคัญของพื้นผิวส่วนทำนองและเสียงประสาน เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเพราะสามรถเล่นได้หมดทุกสีสันเสียงโดยคนๆเดียว วงออเคสตร้าเพิ่มขนาดขึ้นพร้อมทั้งความหลากหลายของสีสันเสียง

5.5. 5.Melody and Harmony เมโลดีในยุคโรแมนติกมักจะใช้การลากเสียงที่น่าสนใจให้ยาว และธีมที่มีรายละเอียดและให้ความรู้สึกพอใจเป็นอย่างดี ส่วนเสียงประสานนั้นมักตั้งอยู่บนฐานของการเคลื่อนเสียงจากโทนิกไปสู่ซับโดมิเนนหรือไปอีกคีย์มากกว่าการใช้เสียงโดมิเนนโดยทั่วไป และใช้การสร้างเสียงประสานแบบโปรเกรสชัน

5.6. 6.Texture พื้นผิวในสมัยนี้โฮโมโฟนียังคงมีความสำคัญมากกว่าเคาน์เตอร์พอยท์

5.7. 7.Form รูปแบบเพลงเบื้องต้นของยุคโรแมนติกจะเป็นซิมโฟนี โซนาตา และสตริงควอเต็ต แต่ต่อมาเริ่มมีพัฒนาการใหม่ของรูปแบบเพลงขึ้นเป็น ซองไซเคิล นอคตัวร์ คอนเสิร์ทอีทูด อราเบสกี และราซ์ฟโซดีไปพร้อมๆกับรูปแบบดนตรีคลาสสิก