การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพโรคเขตร้อน โรคติดต่อ และโรคอุบัติใหม่

Comienza Ya. Es Gratis
ó regístrate con tu dirección de correo electrónico
การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพโรคเขตร้อน โรคติดต่อ และโรคอุบัติใหม่ por Mind Map: การพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพโรคเขตร้อน โรคติดต่อ และโรคอุบัติใหม่

1. ไข้เลือดออก

1.1. อาการสำคัญ

1.1.1. ระยะ1 ไข้สูง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มักมีหน้าแดง อาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา 2-7 วัน

1.1.2. ระยะ2 ซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเบาแต่เร็ว ปวดท้องใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย24-48 ชั่วโมง

1.1.3. ระยะ3 อยากรับประทานอาหาร BPสูงขึ้น ชีพจรแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น ผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว

1.2. การวินิจฉัย

1.2.1. มีไข้สูง

1.2.2. มีเลือดออกง่าย

1.2.3. เจ็บชายโครงขวาเนื่องจากตับโต

1.2.4. เกล็ดเลือดต่ำ

1.2.5. เลือดข้นขึ้น

1.2.6. ช็อค

1.3. การดูแลผู้ป่วย

1.3.1. การดูและระยะไข้สูง

1.3.1.1. ระยะเวลาในการให้น้ำเกลือประมาณ 24-48 ชั่วโมงเพราะระยะนี้ เป็นระยะที่มีการรั่วของพลาสมา

1.3.1.2. ในการติดตามการรักษาให้ติดตามความเข้มข้นของเลือด สัญญาณชีพ ปริมาณปัสสาวะ

1.3.1.3. การให้น้ำเกลือจะให้แค่เพียงพอต่อการไหลเวียนของเลือดเพื่อไปเลี้ยงอวัยวะเท่านั้น ผู้ป่วยที่ขาดน้ำไม่มากอาจจะให้น้ำเกลือแร่ชนิดผงละลายน้ำดื่ม

1.3.1.4. ช็ดตัวลดไข้

1.3.2. ระยะช็อค

1.3.2.1. การประเมินสัญญาณชีพ ถ้าไข้ลดเข้าสู่ระยะช็อค

1.3.2.2. ประเมินสัญญาณชีพ ดูค่า pluse pressure ถ้าแคบกว่า 20 mmHg และ Blood pressure น้อยกว่า 90/60 ให้รายงาน

1.3.2.3. ประเมินปริมาณของปัสสาวะ

1.3.2.4. ประเมินอาการของภาวะช็อค

1.3.2.5. งดอาหารดำแดง

1.3.2.6. สังเกตอาการแน่นอึดอัดท้อง ประเมินอาการเลือดออกตามระบบต่างๆ

1.3.3. ระยะพักฟื้น

1.3.3.1. ประเมินสัญญาณชีพ

1.3.3.2. การประเมินภาวะน้ำเกิน

1.3.3.3. ประเมินปริมาณปัสสาวะ

1.3.3.4. แนะนำการดูแลตนเอง

2. MALALIA

2.1. การวินิจฉัยโรค

2.1.1. 1.ประวัติอาศัย/เดินทางจากพื้นที่ระบาดภายในระยะเวลา 1 เดือน เคยป่วยเป็นโรคมาลาเรียในระยะเวลา 3 เดือน

2.1.2. 2.มีอาการไข้ และ/ ร่วมด้วยอาการ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ หนาวสั่น เหงื่อออก เบื่ออาหาร อาเจียน กรณีรุนแรง ระดับสติลดลง ช็อก ปัสสาวยนะออกน้อย สีเข้ม ซีดมาก

2.2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

2.2.1. Thick and Thin Blood Smear

2.2.2. Rapid Diagnostic test

2.2.3. PCR

2.3. Paroxysm แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

2.3.1. ระยะหนาวสั่น (Cold stage)

2.3.2. ระยะไข้ตัวร้อน (hot stage)

2.3.3. ระยะเหงื่ออก ( Sweating stage

2.4. การรักษาเมื่อมีอวัยวะสำคัญล้มเหลว

2.4.1. 1.ชัก ให้ยากันชัก เช่น Dizepam

2.4.2. 2.น้ำตาลในเลือดต่ำ ตรวจ DTX ทุก 6 ชม. รักษาน้ำตาลในเลือดต่ำ ให้ IV fluid ที่มีน้ำตาล เช่น 5-10% dextrose/NSS

2.4.3. 3.ซีด ให้ PRC ถ้า (HCT<24%,Hb < 8g/dl)

2.4.4. 4.น้ำท่วมปอด นอนหัวสูง 45 องศา, ให้ออกซิเจน,ให้ยาขับปัสสาวะและลด/หยุดการให้สารน้ำ อาจใช้ PEEP/CPAP ในผู้ป่วย ARDS

2.4.5. 5.ไตวาย ถ้าขาดน้ำ ให้ IV fluid ถ้า ไตวาย ให้ HD

2.4.6. 6.เลือดออกง่าย ประเมินภาวะเลือดออก สาเหตุ และให้ Blood component therapy ตามสาเหตุนั้นๆ

2.4.7. 7.ภาวะเลือดเป็นกรด แก้ไขภาวะ Hypovolemia ในผู้ป่วยที่ขาดน้ำ ไม่ให้ NaHCO3 ยกเว้นเลือดเป็นกรดรุนแรง เช่น pH<7.15

2.4.8. 8.Shock ดูสาเหตุ ขาดน้ำ ขาดน้ำตาล หรือติดเชื้อแบคทีเรีย และรักษาความดันโลหิตให้ปกติ

3. Rabies (โรคพิษสุนัขบ้า)

3.1. เชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies virus ซึ่งเป็น Lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae) ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ สัตว์ในตระกูลสุนัข* แมว หนู

3.2. อาการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ

3.2.1. มีไข้ต่ำ ๆ ประมาณ 38-38.5 องศาเซลเซียส หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย และอาการจำเพาะที่แพทย์สามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้ได้ คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัดอาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา เย็น หรือปวดแสบปวดร้อน (โดยที่แผลอาจจะหายสนิทแล้วก็ได้) โดยจะเริ่มจากบริเวณบาดแผลก่อนแล้วจึงลามไปทั่วทั้งแขนและขา

3.2.2. ระยะที่ 2 ปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurologic) เป็นอาการเฉพาะของโรคนี้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นภายหลังระยะอาการนำของโรคประมาณ 2-10 วัน ซึ่งในระยะนี้จะแบ่งอาการออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ 1) แบบคลุ้มคลั่ง (Furious rabies) 2) แบบอัมพาต (Paralytic rabies) 3)แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (Non-classic)

3.3. ระยะที่ 3 ไม่รู้สึกตัว หรือ ระยะสุดท้าย (Coma) ผู้ป่วยทุกรายไม่ว่าจะมีอาการแสดงแบบใดเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้จะมีอาการหมดสติและเสียชีวิตจากระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการไม่รู้สึกตัว

3.4. การพยาบาลผู้ป่วย/ผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า

3.4.1. การรักษาบาดแผลตามลักษณะของแผลที่ถูกสัตว์กัด ใส่ยาฆ่าเชื้อ ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ และอาจไม่เย็บแผลที่สัตว์กัดทันที

3.4.2. การให้รับประทานยาปฏิชีวนะ (เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย)

3.4.3. การฉีดยาป้องกันบาดทะยัก

3.4.4. การฉีดยาป้องกันแก่ผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า

3.4.5. หากมีอาการกลัวน้ำ กลัวลม กดูแลรักษาไปตามอาการ เช่น ให้ยานอนหลับ ยาแก้ชัก ให้สารอาหารแบบน้ำเข้าทางหลอดเลือด (เพราะผู้ป่วยจะรับประทานอาหารเองไม่ได้) และติดตามดูอาการไปจนกว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิต แล้ว (เชื้อพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายได้แล้ว) ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตทุกราย

3.4.6. คำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

4. Thyphoid (ไข้รากสาดใหญ่)

4.1. สาเหตุ

4.1.1. เกิดจากการติดเชื้อไทฟอยด์ (Salmonella typhi) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย

4.2. การติดต่อ

4.2.1. การติดต่อเกิดได้เฉพาะจากคนสู่คนเท่านั้น โดยผู้ที่ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะจะขับเชื้อออกมาทางอุจจาระเป็นหลัก (และทางปัสสาวะเป็นส่วนน้อย)

4.3. ระยะฟักตัวของโรค

4.3.1. (ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดโรค) : ประมาณ 3-21 วัน ซึ่งระยะเวลาที่สั้นหรือนานจะขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย (โดยเฉลี่ยคือประมาณ 14 วัน)

4.4. ภาวะแทรกซ้อน

4.4.1. เลือดออกในลำไส้ (ถ่ายเป็นเลือดสด ๆ อาจถึงช็อกได้) และลำไส้ทะลุ (ท้องอืด ท้องแข็ง) ซึ่งจะทำให้เชื้อสามารถแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียงได้ โดยมักจะเกิดขึ้นหลังจากมีอาการได้ประมาณ 3 สัปดาห์เป็นต้นไป

4.5. การดูแล/รักษา

4.5.1. การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

4.5.2. การรักษาประคับประคองตามอาการ

4.5.2.1. การให้ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) ร่วมกับการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเมื่อมีไข้สูง การให้ยาแก้ปวด การให้กินน้ำเกลือแร่หรือให้ทางหลอดเลือด การให้ยาบำรุงพวกวิตามินถ้าผู้ป่วยกินอาหารไม่ได้นาน ๆ การผ่าตัดรักษาในรายที่มีเลือดออกในลำไส้หรือลำไส้ทะลุจากภาวะแทรกซ้อน เป็นต้น นอกจากนี้ คือแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อน ๆ ดื่มน้ำให้เยอะ ๆ และพักผ่อนให้มาก ๆ

4.5.3. การเฝ้าระวังภาวะ Shock

4.5.3.1. ผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง และท้องบวม ควรให้ได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด และอาจต้องให้ของเหลวหรือสารอาหารต่าง ๆ เข้าทางหลอดเลือด

4.5.4. สังเกตภาวะแทรกซ้อน

4.5.4.1. อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เช่น ในรายที่มีเลือดออกในลำไส้หรือลำไส้ทะลุ

4.5.5. การเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำ

4.5.5.1. หลังรักษาหายไปแล้ว 2 สัปดาห์ ให้สังเกตอาการ หากกลับเป็นซ้ำให้มารับการรักษา ด้วยยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 1 สัปดาห์

4.5.6. ผู้ที่เป็นพาหะ (Carrier)

4.5.6.1. เมื่อรักษากายแล้ว บางรายอาจจะมีเชื้อไทฟอยด์หลบซ่อนอยู่ในถุงน้ำดี และปล่อยเชื้อมากับอุจจาระและแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่น ดังนั้นต้องมีการติดตามผู้ป่วย โดยการนำอุจจาระไปเพาะเชื้อ หากพบเชื้อต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะนาน 4 สัปดาห์ แต่ถ้ายังตรวจพบเชื้อในอุจจาระอยู่อีกก็อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดถุงน้ำดีออก

4.5.7. คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

4.5.7.1. ดื่มน้ำ/รัปประทานอาหารสะอาด ล้างมือทุกครั้งก่อนปรุง/รับประทานอาหาร ถ่ายอุจจาระถูกสุขลักษณะ

5. อหิวาตกโรค (Cholera)

5.1. การติดเชื้อ

5.1.1. เชื้อแบคทีเรีย vebrio cholera

5.2. การฟักตัว

5.2.1. 24 ชั่วโมง - 5 วัน

5.3. การติดต่อ

5.3.1. ทางตรง การรับประทานอาหาร และนํ้าดื่มที่ไม่สะอาดมีเชื้อ อหิวาต์ปะปน การสัมผัสอุจจาระของผู้ป่วย การถูกผู้ป่วยอาเจียนใส่ ทางอ้อม การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย หรือได้รับเชื้อจากน้ำดื่มและอาหารที่ไม่สะอาด เช่น มีแมลงวันมาตอมโดยเชื้อโรคติดมากับแมลงวัน

5.4. อาการ

5.4.1. ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนเล็กน้อย ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำวันละหลายครั้ง (คล้ายโรคท้องเสียทั่วไปหรืออาหารเป็นพิษ) แต่จำนวนอุจจาระจะไม่เกินวันละ 1 ลิตร และมักจะหายได้เองภายใน 1-3 วัน หรืออย่างช้า 5 วัน

5.4.2. ถ่ายเป็นน้ำรุนแรงโดยไม่มีอาการปวดท้อง (มีเพียงส่วนน้อยที่อาจมีอาการปวดบิดในท้อง) โดยอุจจาระมักจะไหลพุ่ง และผู้ป่วยแทบทุกรายมักจะมีอาการอาเจียนตามมาร่วมด้วย ในระยะแรกอุจจาระจะมีเนื้อปน ลักษณะเป็นน้ำสีเหลือง แต่ต่อมาจะกลายเป็นน้ำล้วน ๆ บางรายอุจจาระอาจมีสีเหมือนน้ำซาวข้าวเพราะว่ามีมูกมาก

5.4.3. หากเป็นรุนแรงมาก ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกปริมาณอุจจาระมากกว่า 1 ลิตร/ชั่วโมง ผู้ป่วยจะมีอาการกระหายน้ำมาก ปากคอแห้ง ปัสสาวะน้อยเป็นสีเหลืองเข้มหรือไม่มีเลย ชีพจรเต้นเร็ว กระสับกระส่ายหรือซึม

5.5. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

5.5.1. -การตรวจอุจจาระและเพาะเชื้อจากอุจจาระ (Rectal swab culture) -การตรวจ Polymerase Chain Reaction:PCR

5.6. การพยาบาล

5.6.1. การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ Ringer lactate,Acetar,NSS)

5.6.2. การให้ Oral Dehydrate Salt

5.6.3. เตรียมเตียงที่มีช่องตรงกลางสำหรับให้ผู้ป่วยนอนถ่ายได้ โดยมีถังสำหรับรองรับที่สามารถดูลักษณะและวัดปริมาณอุจจาระได้

5.6.4. การให้ยาฆ่าเชื้อตามแผนการรักษา

5.6.5. แยกผู้ป่วย

5.6.6. กักกันผู้สัมผัสโรค

5.6.7. ทำลายเชื้อโรคที่ติดมากับสิ่งขับถ่ายและภาชนะที่ผู้ป่วยใช้

5.7. การป้องกัน

5.7.1. ล้างมือให้สะอาด ดื่มน้ำต้มสุกและสะอาด รับประทานอาหารปรุงสุก หลีกเลี่ยงอาหารดิบ รับประทานผลไม้ที่ปอกเปลือกเอง ระวังผลิตภัณฑ์เนยนม

6. Leptospirosis

6.1. ระยะฟักตัว

6.1.1. 2- 20 วัน

6.2. การติดเชื้อ

6.2.1. Leptospira อาศัยอยู่ในท่อหลอดไตของสัตว์ได้หลายชนิด เช่น หนุ สุกร โค กระบือ สุนัข เชื้อมีชีวิตอยู่ได้นานหลายเดือนหลังถูกขับออกทางปัสสาวะจากสัตว์มีเชื้อ

6.3. สาเหตุการติดต่อ

6.3.1. การกินอาหาร ดื่มน้ำปัสสาวะของสัตว์ เดินลุยน้ำ อาบน้ำที่ปนเปื้อนปัสสาวะวะ เชื้อจะเข้าทางบาดแผล ทางเยื่อบุจมูก ปากหรือตา

6.4. อาการที่สำคัญแบ่งเป็น 2 ระยะ

6.4.1. ระยะเชื้อเข้ากระแสเลือด (Leptospiremic phase )

6.4.1.1. ปวดศีรษะทันที มักจะปวด บริเวณหน้าผาก หรือหลังตา

6.4.1.2. ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงมากโดยเฉพาะบริเวณน่อง โคนขา กล้ามเนื้อหลัง

6.4.1.3. ไข้สูง 28-40 องศา เยื่อบุตาแดง

6.4.1.4. อาการต่างๆอาจอยู่ได้ 4-7 วัน

6.4.1.5. หากมีอาการรุนแรงจะพบ ตาเหลือง ตัวเหลือง มีอาการคอแข็ง ตวามดันโลหิตต่ำ ต่อมน้ำเหลืองโต ตับ ม้ามโต

6.4.2. ระยะร่างกายสร้างภูมิ (Immune phase) ระยะนี้ถ้าเจาะเลือดจะพบภูมิต่อเชื้อเพิ่ม

6.4.2.1. หลังจากมีไข้ 1 สัปดาห์ โดยจะเป็นระยะที่ไข้ลง 1-2 วันแล้วกลับมีไข้ขึ้นอีก

6.4.2.2. มีอาการ ปวดศีรษะ ไข้ต่ำๆ คลื่นไส้อาเจียน

6.4.2.3. คอแข็งมีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง

6.4.2.4. มีเชื้อออกมาในปัสสาวะ

6.5. Severe leptospirosis หรือกลุ่มอาการ Weil’s Syndrome

6.5.1. เริ่มมีอาการ 4-9 วัน เริ่มมีอาการดีซ่าน จะมีอาการเหลืองมากจนแทบเป็นสีสัม มักพบตับโตร่วมกับกดเจ็บ อาจมีอาการม้ามโตร่วมด้วยอาการทางปอด เช่น ไอ มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย จนถึงระบบหายใจล้มเหลวและไตวายเฉียบพลัน

6.6. อาการแสดงที่สำคัญ

6.6.1. ภาวะเยื่อบุตาบวมแดงเกิดขึ้นในตาทั้งสองข้าง กดเจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะที่น่อง มีเลือดออกแบบต่างๆ โดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง ผื่น อาจจะพบได้หลายแบบ ผื่นแดงราบ ผื่นแดง ผื่นลมพิษ อาการเหลือง

6.7. การพยาบาล

6.7.1. การให้ยาปฏิชีวนะ การให้ยาลดไข้ การให้ยาแก้ปวด การให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน การให้สารน้ำและเกลือแร่ การพยาบาลเมื่อมีความรุนแรงของโรค การให้ยากันชัก หากเกล็ดต่ำหรือเลือดออกง่ายก็อาจจะจำเป็นต้องให้เกล็ดเลือดหรือน้ำเหลือง การแก้ภาวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ การแก้ปัญหาตับวาย ,ไตวาย

7. บาดทะยัก (Tetanus)

7.1. สาเหตุ

7.1.1. ติดเชื้อ Bacteria Clostridium tetani

7.2. ระยะฟักตัว

7.2.1. 7-21 วัน

7.3. พยาธิสภาพ

7.3.1. เกิดจาก Ganglioside ที่ myoneural junction ของกล้ามเนื้อเรียบและ neuronal membrane ในไขสันหลัง เข้าไปใน Axon ของ cell ประสาท ทำให้หลั่งสาร GABA มีผลยับยั้งต่อ Motor neuron ทำให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อรุนแรง

7.4. การวินิจฉัย

7.4.1. ตรวจระดับของ serum antitoxin titer ถ้าพบว่ามีระดับที่มากกว่า 0.01 IU/mL พบเชื้อ Clostridium tetani จากแผลได้โดยไม่มีอาการของโรค spatula test จะช่วยในการวินิจฉัยได้ โดยใช้ไม้กดลิ้น(spatula) แตะบริเวณของ orophalynx ผู้ป่วยที่ปกติจะเกิด gag reflex และจะพยายามขย้อน แต่ในผู้ป่วยที่เป็นบาดทะยัก จะพบว่าผู้ป่วยกลับกัดไม้กดลิ้น จาก reflex spasm ของกล้ามเนื้อขากรรไกร

8. Scrub Typhus โรคไข้รากสาดใหญ่

8.1. ติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มริกเก็ตเซีย Rickettsia tsutsugamushi ( Rickettsia orientalis) ระยะฟักตัว คือ ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งแสดงอาการประมาณ 6-20 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 10 – 12 วัน พาหะ ตัวไรอ่อน (Chigger), หมัด(Flea)

8.2. อาการและอาการแสดง

8.2.1. Classical type

8.2.1.1. มีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามตัว ตาแดง ตรวจพบแผลคล้ายโดนบุหรี่จี้ ตรงกลางเป็นสะเก็ดสีดำรอบๆจะแดง เรียก Eschar ต่อมน้ำเหลืองโต บางรายมีตับม้ามโต

8.2.2. Mild type

8.2.2.1. มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวบ้าง อาจพบผื่น ตาแดงเล็กน้อย ตรวจไม่พบ Eschar อาจมีตับโตบ้าง

8.2.3. Subclinical type

8.2.3.1. มีไข้เล็กน้อย มีปวดศีรษะและมึนศีรษะบ้าง อาการไม่แน่นอน

9. Meliodosis

9.1. เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ชนิด Gram-negative bacilli การรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัส ดิน หรือ น้ำที่มีการปนเปื้อนผ่านผิวหนังที่มีแผล หรือ หายใจเอาฝุ่นละออง รับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อ ระยะฟักตัว 1-21 วัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9 วัน

9.2. อาการ

9.2.1. Localized Infection:

9.2.1.1. Localized pain or swelling Fever Ulceration, Cellulitis Abscess

9.2.2. Pulmonary Infection:

9.2.2.1. Cough Chest pain High fever Headache Anorexia

9.2.3. Bloodstream Infection:

9.2.3.1. Fever Headache Respiratory distress Abdominal discomfort Joint pain Disorientation

9.2.4. Disseminated Infection

9.2.4.1. Fever Weight loss Stomach or chest pain Muscle or joint pain Headache Seizures

9.3. การติดต่อ

9.3.1. 1.Inhalation 2.Ingestion 3.Inoculation 4.Breast milk 5.Perinatal 6.Human to Human

9.4. การรักษา/การพยาบาล

9.4.1. Surgical drainage การให้ยาปฏิชีวนะ การให้สารน้ำตามแผนการรักษา

10. วัณโรค

10.1. การแพร่ของเชื้อโรค Transmission

10.1.1. เชื้อวัณโรคจะแพร่โดยเชื้ออยู่ในเสมหะที่มีขนาด 1-5 ไมครอน

10.2. สภาวะที่เอื้อต่อการติดเชื้อ

10.2.1. จำนวนเชื้อวัณโรคที่อยู่ในอากาศ ความเข้มข้นของเชื้อโรคซึ่งขึ้นกับปริมาณเชื้อและการถ่ายเทของอากาศ ระยะเวลาที่คนอยู่ในห้องที่มีเชื้อโรค ภูมิคุ้มกันของคนที่สัมผัสโรค

10.3. เชื้อที่เป็นสาเหตุ

10.3.1. M. tuberculosiso var hominis M. bovis M africanum M. microti

10.4. อาการของวัณโรคปอด

10.4.1. ไข้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ครั่นเนื้อครั่นตัว เหงื่อออกกลางคืน

10.4.2. อาการเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในระยะแรกๆอาจจะไอแห้งๆไม่มีเสมหะ หากไม่รักษาเมื่อมีการอักเสบเพิ่มมากขึ้นและมีการทำลายเนื้อเยื่อก็จะทำให้มีเสมหะ

10.4.3. ไอเสมหะมีเลือดออก ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคมักจะไม่มีเลือดออกในเสมหะนอกจากจะเกิดจากผู้ป่วยมีโรคอยู่เก่าเช่น ถุงลมโป่งพองจากวัณโรค (Tuberculosis bronchiectasis) เส้นเลือดที่ผนังฝีในปอดแตก การติดเชื้อราในปอด หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย

10.5. การปฏิบัติตนเมื่อเป็นวัณโรค

10.5.1. กินยาตามชนิดและขนาดที่แพทย์สั่งให้อย่างสม่ำเสมอจนครบกำหนด ควรงดสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล้า บุหรี่ ฯลฯ

10.5.2. สวมผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น เปลี่ยนผ้าปิดจมูกที่สวม บ่อยๆเพราะผ้าปิดจมูกเอง ก็เป็นพาหะได้เช่นกัน

10.5.3. บ้วนเสมหะลงในภาชนะ หรือกระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิด จัดบ้านให้อากาศถ่ายเทสะดวก ให้แสงแดดส่องถึงและหมั่นนำเครื่องนอนออกตากแดด