ทฤษฎีการบริหาร เชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Managerment Theory)

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
ทฤษฎีการบริหาร เชิงพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Managerment Theory) by Mind Map: ทฤษฎีการบริหาร เชิงพฤติกรรมศาสตร์  (Behavioral Managerment Theory)

1. มุ่งเน้นการศึกษาถึงพฤติกรรมของบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ปฏิบัติงานในองค์การ ตลอดจนพฤติกรรมขององค์การที่ปรากฏในการบริหารเป็นอย่างไร โดยอาศัยแนวทางการ ศึกษาทางพฤติกรรมศาสตร์และจิตวิทยาสังคมเป็นหลัก

1.1. เชื่อว่า

2. แนวความคิด

2.1. อับราฮาม เอช มาสโลว์ (Abraham H. Maslow)

2.1.1. ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s theory) หรือทฤษฎีลําดับความต้องการ (The Hierarchy of Needs Theory)

2.1.1.1. แรงจูงใจที่เชื่อว่าการตอบสนอง ความต้องการ จะสามารถจูงใจคนให้ตั้งใจทํางาน

2.1.1.2. พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากการได้รับการตอบสนองตามความต้องการ

2.1.1.3. ใช้ความต้องการของบุคลากรเป็นเครื่องแรงจูงใจให้ขยันทํางาน สําหรับความต้องการของมนุษย์มี 5 ขั้น

2.1.1.3.1. ความต้องการด้านกายภาพ ความต้องการด้านความปลอดภัย ความต้องการด้านสังคม ความต้องการด้านการเคารพนับถือ และการบรรลุศักยภาพของตนเอง มีโอกาสได้พัฒนาตนเองถึงขั้นสูงสุดจากการทำงาน

2.2. ดรักกลาส แมกเกรเกอร์ (Douglas McGregor)

2.2.1. องค์การในสมัยเดิมที่มุ้งเน้นการแบ่งงานกันทําตามความชํานาญเฉพาะด้าน มีการรวมอํานาจในการตัดสินใจ การติดต่อสื่อสารจากเบื้องบนสู่ เบื้องล่างและเน้นกฎระเบียบในการกํากับความประพฤติของคนโดยเคร่งครัด

2.2.2. องค์การในโครงสร้าง ซึ่งอาศัยหลักการของแนวเดิมจะไม่สามารถนํามาแก้ปัญหาให้กับองค์การที่กําลังเผชิญกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากเดิมได้ จึงควรต้องมีการปรับหลักการใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์เป็นประเด็นสําคัญ

2.2.3. เสนอทฤษฎีที่สําคัญ คือ ทฤษฏี x และ ทฤษฏี y

2.2.3.1. แมกเกรเกอร์ให้ชื่อกํากับของนักทฤษฎีเดิมว่า ทฤษฏี x

2.2.3.1.1. มนุษย์มีพฤติกรรมที่เกียจคร้าน ไม่ชอบทํางาน ขาดความรับผิดชอบ ชอบที่จะใช้ให้วิธีการบัง คับควบคุมและลงโทษและจงูใจให้ทํางานได้ ด้วยตัวเงิน

2.2.3.2. แมกเกรเกอร์ได้เสนอแนวคิดใหม่และให้ชื่อทฤษฎี y

2.2.3.2.1. แมกเกรเกอร์เสนอให้ใช้โดยกล่าวว่า มนุษย์จึงถูกมองว่าเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ รักที่จะทํางานและถ้าจัดสภาวะ แวดล้อมของงานได้เหมาะสมก็จะสามารถควบคุมตนเองได้

2.3. เชสเตอร์ ไอ บาร์นาร์ด (Chester I. Barnard)

2.3.1. แนวคิด

2.3.1.1. องค์การคือ ระบบที่บุคคลสองคนหรือมากกว่าร่วมแรงร่วมใจกันทำงานอย่างมีจิตสำนึก

2.3.1.2. ระบบความร่วมมือซึ่งเป็นความพยายามที่จะบูรณาการหลักการมนุษยสัมพันธ์กับการบริหารแบบเก่าเข้าด้วยกันให้เป็นกรอบแนวคิดเดียวกัน

2.3.1.3. ฝ่ายบริหาร ผู้บริหารหรือผู้จัดการต้องมีเงื่อนไขอยู่สองประการ

2.3.1.3.1. ประสิทธิผล (Effectiveness)

2.3.1.3.2. ประสิทธิภาพ (Efficiency)

2.3.2. ทฤษฎีความร่วมมือของบาร์นาร์ดมีอยู่ว่า องค์การจะทำงานและอยู่รอดได้ต่อไป ก็ต่อเมื่อเป้าหมายขององค์การและเป้าหมายของแต่ละบุคคลมีความสมดุลกันเท่านั้น

2.3.2.1. ผู้บริหารหรือผู้จัดการจึงจำเป็นต้องมีทั้งทักษะด้านมนุษย์และทักษะด้านเทคนิควิชาการ มาสโลว์

2.4. เฮอร์เบอร์ก (Herzberg)

2.4.1. Herzberg's Motivation Hygiene Theory

2.4.1.1. ทฤษฎีนี้ได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบที่จะ สนับสนุนความพอใจในการทำงาน (Job Satisfaction) และองค์ประกอบที่สนับสนุนความ ไม่พอใจในการทำงาน (Job dissatisfaction) ดังนี้

2.4.1.1.1. พวกที่ 1 ตัวกระตุ้น (Motivator) คือ องค์ประกอบที่ทำให้เกิดความพอใจ

2.4.1.1.2. พวกที่ 2 ปัจจัยสุขอนามัย (Hygiene) หรือ องค์ประกอบที่สนับสนุนความ ไม่พอใจในการทำงาน ได้แก่

2.5. Getzels และ Guba

2.5.1. ได้สร้างทฤษฎีระบบสังคม (Social System Theory) ขึ้นเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมในองค์การต่าง ๆ ที่จัดขึ้นเป็น ระบบสังคม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน

2.5.1.1. ด้านสถาบันมิติ (Nomothetic Dimension)

2.5.1.1.1. จะยึดถือเรื่องสถาบันซึ่งมีบทบาทต่างๆ เป็นสำคัญ บทบาทที่สถาบันได้คิดหรือกำหนดไว้จะต้องชี้แจงให้บุคลากรในสถาบันได้ทราบอย่างชัดเจน เพื่อจะได้กำหนดการคาดหวังที่สถาบันได้กำหนดไว้ในบทบาทของตนออกมาตรงกับความต้องการของผลผลิตของสถาบันนั้น

2.5.1.2. ด้านบุคลามิติ (Idiographic Dimension)

2.5.1.2.1. ตัวบุคคลที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถาบันนั้น ซึ่งบุคคลที่ปฏิบัติงานอยู่ก็มีบุคลิกภาพ ที่เป็นตัวเองที่ไม่เหมือนกัน ในแต่ละคนต่างก็มีความต้องการในตำแหน่งหน้าที่การงานที่แตกต่างกันออกไป

2.5.1.3. ทั้งสองมิตินี้ระบบสังคมเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการบริหารงานเป็นอันมาก ถ้าหากว่าทุกสิ่งทุกอย่างราบรื่นดี การบริหารงานนั้นสามารถที่จะสังเกตพฤติกรรมได้

2.6. คริส อาร์กีริส (Chris Argyris)

2.6.1. ได้เสนอทฤษฎีพัฒนาการด้านบุคลิกลักษณะของมนุษย์ขึ้น

2.6.1.1. ขณะที่มนุษย์เติบโตจากเด็กจนเป็นผู้ใหญ่นั้นจะมีพัฒนาการ คือ ในช่วงวัยเด็กจะมีลักษณะชอบ พึ่งพา ผ้อื่น มีความสนใจสิ่งต่างๆในวงแคบ ไม่ชอบทํากิจกรรมมากนกั แตชอบจะเป็นผู้ตาม มี พฤติกรรมตามใจตัวเอง

2.6.1.2. เมื่อเติบโตเป็นผ้ใหญ่จะมีลักษณะต่างจากช่วงวัยเด็ก ได้แก่ ชอบความเป็น อิสระ สนใจสิ่งต่างๆ ในวงกว้าง ชอบที่จะทํากิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นชอบจะเป็นผู้นำ มีพฤติกรรม ที่ปรับเปลี่ยนได้