ทฤษฎีและแนวคิดทางจิตวิทยาการศึกษา ชื่อนิสิต น.ส.ศิริปัญญ์กรณ์ แซ่เจี่ย

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
ทฤษฎีและแนวคิดทางจิตวิทยาการศึกษา ชื่อนิสิต น.ส.ศิริปัญญ์กรณ์ แซ่เจี่ย by Mind Map: ทฤษฎีและแนวคิดทางจิตวิทยาการศึกษา  ชื่อนิสิต น.ส.ศิริปัญญ์กรณ์ แซ่เจี่ย

1. กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้และแนวคิด

1.1. กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism)

1.1.1. ทฤษฎีของนักจิตวิทยากลุ่มนี้มีหลายทฤษฎี

1.1.1.1. ทฤษฏีการเสริมแรง ของพาฟลอบ (Pavlov) ปฏิกิริยาตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่งของร่างกายของคนไม่ได้มาจากสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว สิ่งเร้านั้นก็อาจจะทําให้เกิดการตอบสนองเช่นนั้นได้ถ้าหากมีการวางเงื่อนไขที่ถูกต้องเหมาะสม

1.1.1.1.1. การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค (Classical conditioning) พัฒนาโดย IvanP. Pavlov

1.1.1.1.2. การวางเงื่อนไขผลกรรมแบบโอเปอแรนท์ (Operant conditioning) พัฒนาโดย BurrhusF.Skinner

1.1.1.2. ทฤษฎีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง (Connectionism Theory)

1.1.1.2.1. เจ้าของทฤษฎีนี้ คือ ธอร์นไดค์ (Thorndike)

1.1.1.3. ทฤษฎีการเสริมแรง (Stimulus-Response Theory)

1.1.1.3.1. เจ้าของทฤษฎีนี้คือ สกินเนอร์ (Skinner)

1.1.1.4. ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory)

1.1.1.5. ทฤษฏีเทคโนโลยีทางการศึกษา

1.1.1.5.1. คาร์เพนเตอร์ และเดล(C.R. Carpenter and Edgar Dale)

1.1.1.5.2. บูเกสสกี (Bugelski)

1.1.1.5.3. อาศัยวิธีการที่สําคัญ

1.1.2. การเรียนรู้ คือ การเช่ือมโยงระหว่าง สิ่งเร้า (Stimulus) กับ การตอบสนอง (Response)

1.2. กลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism)

1.2.1. ทฤษฎีปัญญานิยมนี้ เกิดขึ้นโดย

1.2.1.1. ชอมสกี้(Chomsky)

1.2.1.1.1. ที่ไม่เห็น ด้วยกับสกินเนอร์ (Skinner)บิดา ของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม

1.2.2. ความหมาย

1.2.2.1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการภายใน

1.2.2.2. เป็นกลุ่มที่เน้นกระบวนการทางปัญญาหรือความคิด ขยายขอบเขตของความคิดที่เน้นทางด้านพฤติกรรม ออกไปสู่กระบวนการทางความคิด ซึ่งเป็นกระบวนการภายในสมอง

1.2.2.3. กระบวนการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเพียงเท่านั้น การเรียนรู้ของมนุษย์มีความซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น

1.2.2.4. การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดจากการสะสมข้อมูล

1.2.2.5. การสร้างความหมาย และความสัมพันธ์ของข้อมูล

1.2.2.6. สนใจว่าข้อมลูถกูประมวลอย่างไร

1.2.2.7. การประมวลข้อมูล การรับข้อมูล จัดระบบ/จัดเก็บ การดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระทําและการแก้ปัญหาต่างๆ

1.2.3. แนวคิดที่เกียวกับการจำ(Views of Memory)

1.2.3.1. แนวคิดดั้งเดิม การจัดเก็บ 3 วิธี (Traditional Three-Store View)

1.2.3.1.1. “ความจำขณะคิด” (Working Memory) กับ “ความจาระยะสั้น” (Short Term Memory) เหมือนกันซึ่งแตกต่างจาก “ความจำระยะ ยาว” (Long Term Memory)

1.2.3.2. แนวคิดใหม่ เชน่ EugenTarnow

1.2.3.2.1. “ความจำขณะคิด” (Working-Memory Model) เป็นส่วนหน่ึงของ“ความจำระยะยาว”ซึ่งมีทั้ง ความรู้ ข้อเท็จ จริง และทักษะวิธีการที่ถูกดึงมาใช้ขณะมี กิจกรรมทางความคิดและ“ความจำระยะสั้น ”ถือเป็น ส่วนหน่ึงของ “ความจำขณะคิด”

1.2.3.3. Murdock, 1962

1.2.3.3.1. ผู้เรียนจะสนใจใส่ใจเนื้อหาที่นำเสนอในช่วงต้น และปลายได้ดี ขณะที่เนื้อหาในช่วง กลางมักถูก ละเลยหรือลืมได้ง่าย ตามหลักอิทธิพลของผลต้นและปลาย (Primary and Recency Effects หรือ The serial position effect of free recall)

1.2.4. เทคนิคการใหข้อมลู ย้อนกลับ (feedback)

1.2.4.1. มองหาจุดดีเพื่อชื่นชม

1.2.4.2. ใหรู้ว่าควรทำอะไรให้ดีขึ้น

1.2.4.3. จำเพาะ ทันที ทำได้ พัฒนาได้ มีส่วนร่วม เคารพ และใหโ้อกาส)

1.2.4.4. ให้ความเชื่อมั่นว่าทำได้

1.2.5. ทฤษฎีปัญญาสังคม (Social cognitive theory)

1.2.5.1. Albert Bandura

1.2.5.1.1. เน้นปฏิสมัพนัธร์ะหว่างบคุคล(a person)กับ ส่ิงแวดล้อม (environment)

1.2.5.1.2. การเรียนรู้โดยการสังเกตและผ่านตัวแบบ (Observational learning and modeling)

1.2.5.2. หลักคิดจากทฤษฎีปัญญาสงัคม

1.2.5.2.1. การเรียนรูเ้กิดขึ้นจากการสังเกต:ใหผ้เรียน รู้มโนทัศน์ใหม่ รวดเร็ว ควรสาธิต ทดลอง หรอื ลงมือกระทำด้วยตนเอง

1.2.5.2.2. ระมัดระวังตัวบบที่ไมเ่หมาะสม

1.2.5.2.3. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขนึ้ภายในซึ่งอาจแสดงออกหรือไม่ แสดงออกใหเ้ห็นผ่านทางพฤติกรรม

1.2.6. ปัญญานิยมกับการจัดการเรียนการสอน

1.2.6.1. ผู้เรียนมีศักยภาพในการเรยีนรู้มีความสามารถในการคิด

1.2.6.2. ผู้เรียนควรได้รับรู้ ภาพรวมของสสิ่งที่เรียนรูว้ตถุประสงคในการเรียน ตระหนักถึงความสาคัญและประโยชน์ก่อนนาไปสู่ การเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ

1.2.6.3. ครูเป็นผู้ช่วยกระตุ้นจัดสภาพแวดลอ้มเช่นค้นหาสื่อวิธีการ เรียนการสอนที่ทาใหผ้เรียนจดจำการจัดระบบขอ้มูลเทคนิค การเรยีนต่างๆให้เกิดความเข้าใจจกระตุ้น การคิดเชื่อมโยงโยง ความรู้เดิมกับความรูใ้หม่รวมถึงถ่ายโยงการเรียนรู้ไ้ด้

1.2.6.4. ครูควรใช้ feedback ในการให้คำแนะนำ สนับสนุน การพัฒนาการเรียนนรู้

1.2.6.5. ครูควรเนน้ใหผ้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ควบคุม กำหนดตนเอง ฝึกการรู้คิด

1.2.6.6. สนับสนุนใหผ้เรียนเข้าใจและยอมรบัผลการกระทำ (Consequences) โดยตกลงให้ชัดเจน ว่า พฤติกรรมในชั้นเรียนใดที่ได้รับการยอมรับ

1.3. กลุ่มมนุษนิยม (Humanism)

1.3.1. ผู้เรียนทุกคน มีความใฝ่ดีมีศักดิ์ศรีต้องการความยอมรับนับถือจากผู้อื่นต้องการพัฒนา

1.3.2. การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและการสนับสนุนใหเ้กิด แรงจงูใจทางบวกจะเอื้อใหผู้เรียนเกิดการพัฒนาตนเอง มีความรับผิดชอบอยากเรียนรู้

1.3.3. การจัดการเรียนรู้ให้ก้บัผู้เรียนต้องคำนึงถึงความต้องการพื้นฐาน

1.3.4. Maslow’s Hierarchy of Needs

1.4. กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism )

1.4.1. เชื่อว่าการเรียนรู้ หรือการสร้างความรู้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในของผู้เรียน โดยที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้

1.4.2. สร้างความรู้จากประสบการณข์องตนเอง

1.4.3. การเรียนรู้ เป็นกระบวนการสร้างมากกว่า การรับความรู้

1.4.4. มีโอกาสคิดและสร้างกลยทุธเ์พื่อใหเ้กิดความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง

1.4.5. หากตอ้งการให้ผู้เรียนต้องคำนึงถึงความรูค้วามเข้าใจและประสบการณท์ที่มีมาแต่เดิม

1.4.6. แรงจงูใจของผู้เรียนมีความสำคัญในการเรียนรู้

1.4.7. วิธีการที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน มีหลักการที่สำคัญว่า ในการเรียนรู้ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือกระทำในการสร้างความรู้ หรือเรียกว่า Actively construct มิใช่ Passive receive ที่เป็นการรับข้อมูล หรือสารสนเทศ และพยายามจดจำเท่านั้น

1.4.8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1.4.8.1. การกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน

1.4.8.2. การเรียนรูจ้ากปัญหาในสภาพการณจ์ริง

1.4.8.3. การนำเสนอคำถามหรือปัญหาด้วยรูปแบบที่หลากหลาย

1.4.8.4. การเปิดโอกาสใหผ้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม

1.4.8.5. ประเมินความรูค้วามเขา้ใจ ความต่อเนื่องเช่ือมโยงระหว่างความรูเ้ดิมกับความรูใ้หม่ของผู้เรียน

1.4.9. เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนจะสนับสนุนการสร้างมากกว่าความพยายามในการถ่ายทอดความรู้

1.4.10. กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ปรากฏแนวคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการสร้างความรู้ หรือการเรียนรู้ ทั้งนี้เนื่องมาจากแนวคิดที่เป็นรากฐานสำคัญซึ่งปรากฏจากรายงานของนักจิตวิทยาและนักการศึกษา คือ Jean Piaget นักจิตวิทยาพัฒนาการชาวสวิส และ Lev Vygotsky ชาวรัสเซีย ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.4.10.1. กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive constructivism)

1.4.10.1.1. นักจิตวิทยาพัฒนาการชาวสวิส คือ เพียเจต์ (Jean Piaget)

1.4.10.2. กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคม (Social constructivism)

1.4.10.2.1. วีกอทสกี (Lev Vygotsky)

1.4.10.3. สรุปความแตกต่าง

1.4.11. (Duffy and Cunningham, 1996)

1.4.11.1. สิ่งแวดล้อมมีความสำคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง

1.4.12. กระบวนการเรียนรู้ตามกลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ จึงมักเป็นไปในแบบที่ให้นักเรียนสร้างความรู้จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaborative problem solving)

1.4.13. กระบวนการเรียน การสอน จะเริ่มต้นด้วยปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive conflict)

1.4.14. เงื่อนไขการเรียนรู้ตามแนวคิดของตามกลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) เกิดขึ้นได้ดังนี้

1.4.14.1. 1) การเรียนรู้เป็นกระบวนการปฏิบัติ (Active process) ที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล

1.4.14.2. 2) ความรู้ต่างๆจะถูกสร้างขึ้นด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ร่วมกับข้อมูลหรือความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งประสบการณ์เดิม มาสร้างความหมายในการเรียนรู้ของตนเอง

1.4.14.3. 3) ความรู้และความเชื่อที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีและประสบการณ์ของผู้เรียนจะถูกนำมาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจและจะมีผลโดยตรงต่อการสร้างความรู้ใหม่ แนวคิดใหม่ หรือการเรียนรู้ นั่นเอง

2. ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล

2.1. ได้รับการพัฒนามาจากแนวความคิดเรื่องสิ่งเร้าและการตอบสนอง (Stimulus-Response) หรือทฤษฎี เอส-อาร์ (S-R theory) ของกาเย่ และนำมาประยุกต์ใช้อธิบายว่า บุคคลมีความแตกต่างกันหลายประการ เช่น บุคลิกภาพ ทัศนคติ สติปัญญา และความสนใจ เป็นต้น

2.1.1. ความแตกต่างนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมทำให้มีพฤติกรรมการสื่อสารและการเลือกเปิดรับสารที่แตกต่างกัน

2.1.1.1. 1) มนุษย์เรามีความแตกต่างกันมากในองค์ประกอบทางจิตวิทยาส่วนบุคคล

2.1.1.2. 2) ความแตกต่างนี้บางส่วนมาจากลักษณะแตกต่างทางชีวภาค หรือทางร่างกายของแต่ละบุคคล แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากความแตกต่างที่เกิดจากการเรียนรู้

2.1.1.3. 3) มนุษย์ซึ่งถูกชุบเลี้ยงภายใต้สภาพการณ์ต่างๆ จะเปิดรับความคิดเห็นแตกต่างกันไป

2.1.1.4. 4) การเรียนรู้สิ่งแวดล้อมทำให้เกิดทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อที่รวมเป็นลักษณะทางจิตวิทยาส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไป

3. ทฤษฎีการพัฒนาการ

3.1. ทฤษฎีของกีเซล

3.1.1. พฤติกรรมของบุคคลจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการ ซึ่งจะเป็นไปตามธรรมชาติ

3.1.2. เมื่อถึงวัยก็จะสามารถ กระทําพฤติกรรมต่างๆ ได้เอง ไม่จําเป็นต้องฝึก หรือเร่งเมื่อยังไม่พร้อมในการจัดการเรียนการสอน

3.1.3. ผู้สอนจะต้องคำนึงความพร้อม ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน

3.2. ทฤษฎีของเพียเจท์

3.2.1. พัฒนาการสติปัญญาและความคิดของผู้เรียนนั้นเกิดจากการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม

3.2.2. ผู้สอนควรจะต้องจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความพร้อมของผู้เรียนด้วย

3.3. ทฤษฎีของบรูนเนอร์

3.3.1. ผู้สอนจึงจําเป็นจะต้องเข้าใจเด็ก และรู้จักกระตุ้นโดยการจัดสภาพการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กด้วย

3.4. ทฤษฎีของอิริคสัน

3.4.1. การพัฒนาการทางบุคลิกภาพย่อมขึ้นอยู่กับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างอินทรีย์กับสภาพสังคมที่มีอิทธิพลมาเป็นลําดับขั้นของการพัฒนา

4. หลักการและทฤษฎีทางจิตวิทยาที่สําคัญ

4.1. 1. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental psychology)

4.1.1. พัฒนาของบุคคลแต่ละวัยในด้านต่างๆ หรือความพร้อมของผู้เรียน ซึ่งช่วยในการจัดการเรียน การอบรมสั่งสอนมีความสอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนยิ่งขึ้น

4.1.2. ความแตกต่างของบุคคลในด้านต่างๆ และธรรมชาติของบุคคลที่จักต้องยอมรับลักษณะเช่นนี้เพื่อที่จะชวยจัดการศึกษาให้ดีที่สุดสําหรับผู้เรียนทุกๆ คน

4.2. 2.จิตวิทยาที่ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างบุคคล (Psychology of individual Differences)

4.3. 3. จิตวิทยาการเรียนรู้ (Psychology of learning)

4.3.1. สภาพการณ์เรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้ของคนเรา ซึ่งจะอธิบายโดยทฤษฎีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (S-R Theory) ลักษณะหนึ่งและอธิบายโดยทฤษฎีความรู้ (Cognitive Theory) หรือ Cognitive-rield Theory) ซึ่งจะช่วยในด้านการสอนโดยตรง

4.4. 4. จิตวิทยาบุคลิกภาพ (Psychology of Personality)

4.4.1. พฤติกรรมการเรียนรู้ และแรงจูงใจที่ปฎิสัมพันธ์กัน ซึ่งจะชวยให้ผู้สอนเข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนดีขึ้น

4.5. 5. จิตวิทยาสังคม (Social Psychology)

4.5.1. คุณค่า จริยธรรม และการรวมกลุ่มของบุคคล รวมทั้งอิทธิพลของกลุ่มและสภาพแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้ผู้สอนสามารถใช้กระบวนการกลุ่มในการเรียนการสอน และการปรับสภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสังคม

5. จิตวทิยา(Psychology)

5.1. ศาสตรท์ศึกษาพฤตกิรรมของมนุษย์และสัตว์

6. จิตวิทยาการศึกษา(EducationalPsychology)

6.1. ศาสตร์ที่ศึกษาเก่ียวกับ การนำความรู้ทางจิตวิท ยามาประยุกตใช้ในกระบวนการทางการศึกษา

7. พื้นฐานพฤติกรรมมนุษย์

7.1. พฤติกรรม 2 ประะเภท

7.1.1. 1. พฤติกรรมภายนอก (Overt behavior)

7.1.1.1. พฤติกรรมท่ีสามารถสังเกตได้โดยตรงหรือใชเ้ครื่องมือวัดได้

7.1.1.1.1. 1.1) พฤติกรรมโมลาร์ (Molar behavior) คือ พฤติกรรมท่ีสามารถสังเกตได้โ้ดยตรง

7.1.1.1.2. 1.2)พฤติกรรมโมเลกุล (Molecularbehavior) คือ พฤติกรรมท่ีสังเกตได้โ้ดยใชเ้ครื่องมือวัด

7.1.2. 2. พฤติกรรมภายใน (Covert behavior)

7.1.2.1. คือ พฤติกรรมท่ีไม่สามารถ สังเกตได้โ้ดยตรงหรือใช้เครื่องมือวัดได้ ต้องอาศัยการสรุปพาดพิงจาก พฤติกรรมภายนอก เป็นพฤติกรรมเชิงภาวะสันนิษฐาน = พฤติกรรมเชิงทฤษฎี ( Hypothetical construct )

7.1.3. 1. ด้านจิตใจ Affective domain (A)

7.1.3.1. อารมณ์ ความรู้สึก

7.2. พฤติกรรม 3 ด้าน

7.2.1. 2. ด้านปัญญา Cognitive domain (C)

7.2.1.1. ความรู้ ความจำ

7.2.2. 3.ด้านพฤตกิรรม Behaviordomain(B)

7.2.2.1. การกระทำ การแสดงออก

7.3. เป้าหมายในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์

7.3.1. 1. เพื่อเข้าใจ : อธิบายได้ ยอมรับได้

7.3.2. 2. ทำนาย : คาดคะเนพฤติกรรมที่จะเกิด

7.3.3. 3. ควบคุม : ออกแบบ ควบคุมสภาพการณ์