ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิจัย

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิจัย by Mind Map: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิจัย

1. 1.ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

1.1. เชิงประวัติศาสตร์

1.2. เชิงบรรยาย

1.3. เชิงทดลอง

2. ความหมายของงานวิจัย

2.1. การวิจัยทางการศึกษาจึงหมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นความจริงเชิงตรรกะ (Logical) หรือความจริงเชิงประจักษ์ (Empirical) เพื่อตอบปัญหาทางการศึกษาอย่างมีระบบ และมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก

3. จุดมุ่งหมายของงานวิจัย

3.1. 1. เพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการ เป็นการแสวงหาความรู้ หรือความจริงเพื่อสร้างเป็นกฎ สูตรทฤษฎี ในแต่ละสาขาวิชา

3.2. 2. เพื่อนำไปประยุกต์หรือใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ มีจุดมุ่งหมายในการนำผลการวิจัยไปใช้ในเชิงปฏิบัติโดยตรง เช่น การวิจัยแก้ปัญหาการจราจรการวิจัยปัญหาการเรียนการสอน

4. ประโยชน์ของงานวิจัย

4.1. ช่วยส่งเสริมความรู้ทางด้านวิชาการและศาสตร์สาขาต่าง ๆการวิจัยจะทำให้มีการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ๆ

4.2. ความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติ หรือแก้ปัญหาโดยตรง

4.3. ช่วยในการกำหนดนโยบาย หรือหลักปฏิบัติงานต่าง ๆ มีประสิทธิภาพ

4.4. ช่วยให้ค้นพบทฤษฎีและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ

4.5. ช่วยคาดการณ์ผลภายหน้าของสถานการณ์ ปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง

5. พัฒนาการของวิธีการแสวงหาความรู้

5.1. 1. การแสวงหาความรู้อย่างไม่มีระบบแบบแผน

5.1.1. ความบังเอิญ (Chance)

5.1.1.1. การได้ความรู้มาโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งไม่ได้เจตนาที่จะศึกษาเรื่องนั้นโดยตรง แต่บังเอิญเกิดเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์บางอย่างทำให้มนุษย์ได้รับความรู้นั้น เช่น การเห็นกิ่งไม้แห้งมาเสียดสีกัน ซึ่งทำให้เกิดไฟได้

5.1.2. การลองผิดลองถูก (Trial and error)

5.1.2.1. การได้ความรู้มาโดยการลอง แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาที่ไม่เคยทราบมาก่อน เมื่อแก้ปัญหานั้นได้ถูกต้องเป็นที่พึงพอใจ ก็จะกลายเป็นความรู้ใหม่ที่จดจำไว้ใช้ต่อไป เช่น การลองผิดลองถูกในการปั้นหม้อ อาจจะมีการผสมดินสำหรับการปั้นด้วยการใช้วัสดุ และสัดส่วนที่แตกต่างไปเรื่อยๆจนได้ส่วนประสมที่ดี

5.1.3. การสอบถามผู้รู้หรือผู้มีอำนาจ (Authority)

5.1.3.1. การได้ความรู้จากการสอบถามผู้รู้ หรือผู้มีอำนาจ เช่น ในสมัยโบราณเกิดโรคระบาด ผู้คนก็จะถามจากผู้ที่มีอำนาจว่าควรทำ อย่างไร

5.1.4. ผู้เชี่ยวชาญ (Expert)

5.1.4.1. การได้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เมื่อมีปัญหาหรือต้องการคำตอบเกี่ยวกับเรื่องใดก็ไปถามผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะเรื่องนั้น เช่น อลิสโตเติล เป็นนักปราชญ์ชาวกรีกที่มีชื่อเสียงมากในสมัยโบราณ ถือว่าเป็นความรู้ที่น่าเชื่อ

5.1.5. ขนบธรรมเนียมประเพณี (Tradition)

5.1.5.1. การได้ความรู้มาจากสิ่งที่คนในสังคมประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม การทำตมประเพณีของเผ่า อย่างการไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา

5.1.6. ประสบการณ์ส่วนตัว (Personal experience)

5.1.6.1. การได้รับความรู้จากประสบการณ์ที่ตนเคยผ่านมา เช่น ฝรั่งเห็นว่าอาหารไทยประเภทแกงมีรถเผ็ด แต่คนไทยเห็นว่าไม่เผ็ด

5.2. 2. การแสวงหาความรู้ด้วยระบบเหตุผล

5.2.1. วิธีอนุมาน หรือนิรนัย (Deductive method)

5.2.1.1. การคิดด้วยวิธีอุปมานมีความแตกต่างจากวิธีอนุมาน วิธีนี้ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาเลย เพราะความรู้ที่ได้ยังวนเวียนอยู่กับความรู้เดิมที่มีมาก่อนแล้ว เป็นข้อเท็จจริงที่คลุมเคลือไม่ชัดเจน ทำให้การสรุปผลผิดและความรู้ใหม่ที่ได้มาก็จะผิด บางครั้งได้มาจากการคิดเอาเองโดยไม่มีการรวบรวมข้อมูลมาก่อน จึงมักสรุปผิดๆ ทำให้เกิดความรู้ที่ผิดๆ

5.2.1.1.1. ตัวอย่าง

5.2.2. วิธีการอุปมาน (Inductive Method)

5.2.2.1. ใช้เหตุผลประกอบกฏเกณฑ์หรือข้อความ และการหาควาสัมพันธ์ภายในของเหตุผลนั้น อลิสโตเติล เห็นว่าการที่จะได้ความรู้ใหม่มานั้น เริ่มจากความรู้เดิมข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปมาอ้างเป็นหลัก จากนั้นคิดหาเหตุผลเพื่ออธิบายเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงย่อยเฉพาะกรณี แล้วจึงสรุปผลจากความสัมพันธ์ของสถานการณ์ทั้งสองให้เป็นความรู้ใหม่

5.2.2.1.1. ตัวอย่าง

5.2.3. วิธีอนุมาน - วิธีการอุปมาน (Deductive - Inductive Method)

5.2.3.1. การศึกษาค้นคว้าใดๆก็ตามต้องใช้วิธีการแสวงหาความรู้ทั้งวิธีอนุมานและอนุมานร่วมกัน เป็นการลดข้อบกพร่องในการใช้เฉพาะวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว และจะทำให้ได้ความรู้ใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

5.2.3.1.1. ตัวอย่าง

5.2.4. 4. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method)

5.2.4.1. 1. การสังเกตและการตั้งปัญหา (Observation and problem)

5.2.4.1.1. ตระหนักว่ามีปัญหา และต้องการแก้ปัญหา เป็นการบอกให้ทราบว่าปัญหาหรือสิ่งที่คนสงสัย อยากทราบ ว่าสิ่งที่ต้องการศึกษาคืออะไร

5.2.4.2. 2. การตั้งสมมติฐาน (Formulation of Hypothesis)

5.2.4.2.1. คาดคะเนความน่าจะเป็หรือความเป็นไปได้ของคำตอบของปัญหาที่ศึกษา

5.2.4.3. 3. การรวบรวมข้อมูล (Gather Evidence)

5.2.4.3.1. เก็บรวบรวมข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ศึกษาด้วยวิธีต่างๆ เช่น การสอบถาม การสัมภาษณ์

5.2.4.4. 4. ขั้นวิเคราะห์และตีความข้อมูล (Analyzing Data)

5.2.4.4.1. แยกแยะและแปรผลข้อมูล นำข้อมูลมาพิจารณาตรวจสอบหรือทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้

5.2.4.5. 5. ขั้นสรุปผล (Drawing Conclusion)

5.2.4.5.1. การลงสรุปผลที่ได้จากการวิเคราะห์และตีความข้อมูล จะได้คำตอบของปัญหาที่ศึกษา ถือเป็นความรู้ที่เชื่อถือได้ และเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั่วไป

6. คุณสมบัติของนักวิจัย

6.1. มีความสงสัยไม่เชื่อสิ่งต่างๆ อย่างง่าย

6.2. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

6.3. ขยันหมั่นเพียร

6.4. มีวิจารณญาณ

6.5. ใจกว้าง

6.6. ซื่อสัตย์

6.7. มีความสุขในการทำงาน

7. จรรยาบรรณของนักวิจัย

7.1. 1. ความซื่อสัตย์ในการดำเนินการวิจัย

7.1.1. นักวิจัยต้องดำเนินการวิจัยทุกขั้นตอนอย่างซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ใช้ข้อมูลจริง ไม่สร้างข้อมูลที่เป็นเท็จ และรายงานผลการวิจัยทุกด้าน รวมทั้งข้อบกพร่องในการวิจัย

7.2. 2. การเคารพสิทธิของผู้ถูกวิจัย

7.2.1. การได้รับความเคารพในความเป็นบุคคล มีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง ในการเข้าร่วมการวิจัย ตลอดจนการถอนตัวจากการวิจัย

7.2.2. การได้รับความปลอดภัยจากอันตรายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัย ทั้งด้าน กาย จิต สังคม จิตวิญญาณและเศรษฐกิจ

8. ประเภทของงานวิจัย

8.1. 2.ใช้จุดมุ่งหมายของงานวิจัยเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

8.1.1. บริสุทธิ์

8.1.2. ประยุกต์

8.1.3. เชิงปฏิบัติการ

8.2. 3.ใช้ลักษณะและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

8.2.1. เชิงปริมาณ

8.2.2. เชิงคุณภาพ

8.3. 4.ใช้ลักษณะศาสตร์และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

8.3.1. วิทยาศาสตร์

8.3.2. สังคมศาสตร์

8.3.3. มนุษยศาสตร์

8.4. 5. ใช้วิธีการควบคุมตัวแปรเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

8.4.1. เชิงทดลอง

8.4.2. เชิงกึ่งทดลอง

8.4.3. เชิงธรรมชาติ

9. ขั้นตอนของการวิจัย

9.1. 1.เลือกหัวข้อปัญหา

9.1.1. พิจารณาให้รอบคอบด้วยความมั่นใจและเขียนชื่อเรื่องที่จะวิจัยออกมา

9.2. 2.การกำหนดขอบเขตของปัญหา

9.2.1. เมื่อได้ปัญหาที่จะทำการวิจัยแน่นอนแล้วควรจะกำหนดขอบเขตของ ปัญหาให้ชัดเจน

9.3. 3.การศึกษาเอกสารและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

9.3.1. การศึกษาสาระความรู้ แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นในตำรา หนังสือ วารสาร รายงานการวิจัยและเอกสาร อื่น ๆ

9.4. 4.การกำหนดสมมุติฐาน

9.4.1. การเขียนข้อความที่เป็นข้อคาดหวังเกี่ยวกับความ แตกต่างที่อาจเป็นไปได้ ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ

9.5. 5.การเขียนเค้าโครงการวิจัย

9.5.1. การเขียนเค้าโครงการวิจัยเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นหนึ่ง เนื่องจากเค้าโครงการวิจัยนั้นจะเป็นแบบแผนในการดำเนินงานวิจัยอย่างมีระบบ

9.6. 6.การสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล

9.6.1. ผู้วิจัยจะต้องทราบว่า จะใช้เครื่องมืออะไรในการเก็บรวบรวมข้อมูล และเครื่องมือนั้นมีหรือยัง ถ้ายังไม่มีต้องดำเนินการสร้างและนำเครื่องมือนั้นไป ทดลองใช้ เพื่อหาคุณภาพของเครื่องมือ

9.7. 7.ขั้นดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล

9.7.1. ผู้วิจัยจะต้องทราบว่าในการทำการวิจัยนั้นสามารถจะรวบรวมข้อมูลจากกลุ่ม ประชากรทั้งหมด หรือ สุ่มตัวอย่าง ซึ่งในการสุ่มตัวอย่างนั้นก็ต้องทราบว่าจะต้องสุ่มตัวอย่างโดยวิธีการใดที่จะให้ได้