ห้องสมุดและทรัพยากรสารสนเทศ

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
ห้องสมุดและทรัพยากรสารสนเทศ by Mind Map: ห้องสมุดและทรัพยากรสารสนเทศ

1. ห้องสมุด

1.1. ความหมาย

1.1.1. ห้องสมุด = สถานที่รวบรวมความรู้ สารสนเทศในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ตีพิมพ์ และอิเล็กทรอนิกส์

1.1.2. มีบรรณารักษ์เป็นผู้ให้บริการ

1.2. ความสำคัญ

1.2.1. เป็นแหล่งรวบรวมสารสนเทศต่างๆที่ทันสมัย

1.2.2. ค้นคว้า หาความรู้ได้อย่างอิสระ

1.2.3. ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

1.2.4. เป็นสถานที่เก็บรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น

1.3. บทบาท

1.3.1. ด้านการจัดการศึกษา

1.3.1.1. เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

1.3.1.2. ผู้เรียนศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองเพิ่มเติม

1.3.1.3. ค้นคว้าเนื้อหาตรงตามความมุ่งหมายของแต่ละบุคคลและสถาบัน

1.3.2. ด้านวัฒนธรรม

1.3.2.1. ศูนย์รวมและรักษาวัฒนธรรม

1.3.2.2. มีบทบาทควบคู่กับอารธรรมของมนุษยชาติ

1.3.2.3. เป็นเครื่องวัดความเจริญก้าวหน้า

1.3.3. ด้านเศรษฐกิจ

1.3.3.1. ช่วยสร้างงานและคนให้มีความรู้

1.3.3.2. พัฒนาความสามารถ และ อาชีพการงาน

1.3.3.3. ช่วยประหยัดงบประมาณส่วนบุคคล

1.3.4. ด้านการเมืองการปครอง

1.3.4.1. ส่งเสริมให้ประชาชนรู้และเข้าใจระบอบการปกครอง

1.3.4.2. เป็นพลเมืองดี รับผิดชอบต่อสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

1.4. วัตถุประสงค์

1.4.1. Education

1.4.1.1. พัฒนาพลเมืองให้มีความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพ

1.4.1.2. มีความสามารถศึกษาด้วยตนเอง

1.4.2. Information

1.4.2.1. แหล่งรวบรวมข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้อง ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์

1.4.2.2. พัฒนาคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงาน

1.4.3. Research

1.4.3.1. นำไปประยุกต์ใช้หรือแก้ไขปัญหาต่างๆของสังคม

1.4.3.2. แหล่งข้อมูลพื้นฐานในการค้นคว้าวิจัย

1.4.4. Inspisation

1.4.4.1. แรงบันดาลในในการสร้างสรรค์ ทั้งต่อตนเอง วิชาการ สังคม วัฒนธรรม

1.4.4.2. เกิดความจรรโลงใน เห็นคุณค่า และชื่นชมผลงาน

1.4.5. Recreation

1.4.5.1. พักผ่อนสมอง ผ่อนคลายความเครียด

1.4.5.2. มีสาระทั้งสารคดีและบันเทิงคดี

1.4.5.3. ทรัพยากรสารสนเทศ เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น นิตยสาร สื่อโสตทัศน

1.5. องค์ประกอบ

1.5.1. ผู้บริหาร

1.5.1.1. สำคัญที่สุด มีอำนาจพิจารณาให้การสนับสนุน ด้านการเงิน กำลังคน กำลังใจ

1.5.2. อาคารและสถานที่

1.5.2.1. สถานที่เพียงพอในการเก็บหนังสือและโสตทัศน์

1.5.3. ครุภัณฑ์

1.5.3.1. สิ่งจำเป็นสำหรับห้องสมุดในการที่จะเก็บหนังสือ สิ่งพิมพ์ วัสดุต่างๆ

1.5.4. วัสดุสารนิเทศ

1.5.4.1. จำเป็นต้องมีหนังสือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ และโสตทัศน์วัสดุ

1.5.4.2. วัสดุตีพิมพ์และวัสดุไม่ตีพิมพ์

1.5.5. บุคลากร

1.5.5.1. บรรณารักษ์ : มีความรู้ด้านวิชาบรรณารักษศาสตร์

1.5.5.2. บุคลากรร่วมดำเนินงานห้องสมุด

1.5.6. เงินอุดหนุน

1.5.6.1. ปัจจัยสำคัญในการจัดหาวัสดุสารนิเทศ ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์

1.6. ประเภท

1.6.1. ห้องสมุดแห่งชาติ

1.6.1.1. รวบรวมหนังสือที่พิมพ์ภายในประเทศ และวรรณกรรมของชาติ

1.6.1.2. จัดทำบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศแห่งชาติ

1.6.1.3. กำหนดเลขมาตราฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) และประจำวารสาร (ISSN)

1.6.1.4. จัดบริการแก่ประชาชนทั่วไป

1.6.1.5. หอสมุดแห่งชาติของไทย : จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี จ.นครราชสีมา

1.6.2. ห้องสมุดมหาวิทยาลัย

1.6.2.1. บริการในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา

1.6.2.2. ชื่อเรียกอื่น เช่น หอสมุดกลาง สำนักวิทยบริการ ห้องสมุดคณะ

1.6.2.3. มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับสถาบันนั้นๆ

1.6.3. ห้องสมุดโรงเรียน

1.6.3.1. ห้องสมุดโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา

1.6.3.2. ทรัพยากรสารสนเทศส่วนใหญ่เป็นไปตามหลักสูตรของระดับการศึกษานั้นๆ

1.6.3.3. เพื่อการศึกษาค้นคว้าของนักเรียนและครูโรงเรียน

1.6.4. ห้องสมุดประชาชน

1.6.4.1. เพื่อให้บริการแก่ประชาชน

1.6.4.2. สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

1.6.4.3. หอสมุดแห่งชาติ (National Library) ก็สามารถจัดอยู่ในห้องสมุดประเภทนี้

1.6.4.4. เป็นศูนย์กลางบริการศึกษาสำหรับระบบการศึกษานอกระบบ

1.6.5. ห้องสมุดเฉพาะ

1.6.5.1. จัดตั้งโดยหน่วยงานที่ห้องสมุดสังกัดอยู่

1.6.5.2. ให้บริการและส่งเสริมความรู้ สติปัญญาของบุคลากรในหน่วยงาน

1.6.5.3. ห้องสมุดธนาคาร ห้องสมุดโรงพยาบาล ห้องสมุดส่วนราชการ

1.7. กิจกรรมของห้องสมุด

1.7.1. กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

1.7.2. กิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอน

1.7.3. กิจกรรมส่งเสริมความรู้ทั่วไป

1.7.4. กิจกรรมส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

1.8. สรุปสาระสำคัญ

1.8.1. การเรียนรู้เป็นพื้นฐานแห่งการดำเนินชีวิต

1.8.2. การเรียนรู้ช่วยให้เกิดความคิดหลายด้าน

1.8.3. การศึกษาตลอดชีวิต

1.8.4. No one is too old too learn

2. ประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

2.1. ข้อมูลสารสนเทศสู่การพัฒนาความรู้

2.1.1. สังคมเกษตรกรรม

2.1.1.1. ยุคการแข่งขันกับธรรมชาติ

2.1.1.2. ยุคนี้มนุษย์รู้จักการเกษตร

2.1.1.2.1. ใช้ประโยชน์จากที่ดิน ทะเล ธรรมชาติ

2.1.1.2.2. เพื่อดำรงชีวิตทั้งการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ จับสัตว์น้ำ

2.1.1.2.3. อารยธรรมการเพาะปลูก

2.1.2. สังคมอุตสาหกรรม

2.1.2.1. ยุคการแข่งขันกับธรรมชาติที่มนุษย์ได้เข้าไปปรุงแต่ง

2.1.2.2. ยุคนี้มนุษย์รู้จักการนำวัตถุดิบมาแปรสภาพให้เป็นผลผลิตทางอุตสาหกรรม

2.1.2.2.1. นำพลังงานมาใช้ในการแปรรูปผลผลิต

2.1.2.2.2. แปรรูปเป็นสิ่งประดิษฐ์

2.1.2.2.3. แสดงถึงความพยายามที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือธรรมชาติ

2.1.3. ยุคเศรษฐกิจแห่งปัญญาและการเรียนรู้

2.1.3.1. Knowladge-Based Economy

2.1.3.2. ใช้ความรู้เป็นหลัก

2.1.3.2.1. ความรู้ ข้อมูลสารสนเทศ = ปัจจัยทุน

2.1.3.2.2. การปฏิวัติทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Revolution)

2.1.3.2.3. การแพร่กระจายของการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet Diffusion)

2.1.3.3. ส่งผลกระทบต่อการดำเนินเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนในสังคม

2.1.3.4. ประเทศต่างๆเปลี่ยนนโยบายไปสูสภาพ”เศรษฐกิจใหม่”

2.1.3.4.1. มุ่งใช้ICT

2.1.3.4.2. สื่อสารกันอย่างไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่

2.1.3.5. การค้าแบบไร้พรมแดน (Globalization)

2.1.3.6. ความรู้มีมากขึ้นผ่านประสบการณ์ที่เราสั่งสม

2.1.4. สังคมข่าวสาร

2.1.4.1. ยุคการแข่งขันระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง

2.1.4.2. ยุคนี้มนุษย์ตระหนักถึงคุณค่าของข่าวสาร

2.1.4.2.1. นำมาพัฒนาการเกษตร อุตสาหกรรม กิจกรรมด้านต่างๆ

2.1.4.2.2. พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ มีพื้นฐานมาจากข่าวสาร

2.1.4.2.3. “ข่าวสาร คือ อำนาจ”

2.2. กระบวนการจัดการความรู้

2.2.1. Demarest Model

2.2.1.1. Knowledge Construction

2.2.1.1.1. Knowledge Embodiment

2.2.2. Turban Model

2.2.3. Gilbert Probst Model

2.2.4. สรุปกระบวนการจัดการความรู้

2.2.4.1. การแสวงหาความรู้

2.2.4.2. การสร้าง

2.2.4.3. การจัดเก็บ

2.2.4.4. การถ่ายทอด

2.2.4.5. การนำความรู้ไปใช้งาน

2.3. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการจัดการความรู้

2.3.1. เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology)

2.3.1.1. ช่วยให้บุคคลเข้าถึงความรู้ต่างๆได้สะดวกขึ้น

2.3.1.2. สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

2.3.1.3. ค้นหาข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ได้ผ่านทางเครือข่ายอินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรืออินเทอร์เน็ต

2.3.2. เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานร่วมกัน (Collaboration Technology)

2.3.2.1. สนับสนุนการทำงานร่วมกัน

2.3.2.2. สามารถประสานการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.3.2.3. ลดอุปสรรค ระยะทาง เวลา

2.3.2.4. เช่น โปรแกรม Groupware ระบบ Screen Sharing

2.3.3. เทคโนโลยีการจัดเก็บ (Storage Technology)

2.3.3.1. ช่วยในการจัดเก็บและจัดการความรู้ต่างๆ

2.3.3.2. นำมาจัดการความรู้ เพื่อให้จัดเก็บได้มากที่สุด

2.4. บทบาทที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

2.4.1. บทบาทสำคัญของICT

2.4.1.1. การศึกษา

2.4.1.2. การแพทย์และสาธารณสุข

2.4.1.3. คมนาคม

2.4.1.4. ธุรกิจ

2.4.1.5. อุตสาหกรรม

2.4.1.6. การเงินและการธนาคาร

2.5. ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการจัดการความรู้

2.5.1. เทคโนโลยีกับการจัดการความรู้

2.5.1.1. ช่วยรวบรวมความรู้ที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบ

2.5.1.2. การแลกเปลี่ยนความรู้ทำได้ง่ายขึ้น

2.5.1.3. เข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

2.5.2. การประยุกต์ใช้กับงานด้านการศึกษา

2.5.2.1. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CIA

2.5.2.2. การศึกษาทางไกล DTH

2.5.2.3. การประชุมทางไกล Video Conference

2.5.2.4. เครือข่ายการศึกษา WWW

2.5.2.5. การใช้งานห้องสมุด

2.5.2.6. การใช้ในงานประจำและงานบริหาร

2.6. ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศ

2.6.1. ประโยชน์ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

2.6.1.1. ช่วยให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น

2.6.1.2. เข้าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม

2.6.1.3. ช่วยลดเวลาในการสอน

2.6.1.4. ช่วยให้บรรยากาศการเรียนรู้ สนุกสนาน

2.6.2. ประโยชน์ของเทคโนโลยีการศึกษา

2.6.2.1. สำหรับผู้เรียน

2.6.2.1.1. ทำให้กระบวนการเรียนรู้ง่ายขึ้น

2.6.2.1.2. สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา

2.6.2.1.3. มีประสบการณ์ในการเรียนเพิ่มมากขึ้น

2.6.2.1.4. ฝึกให้ผู้เรียนคิดเป็นและสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเอง

2.7. Application & Website

2.7.1. Education

2.7.1.1. Kahoot

2.7.1.2. Photomath

2.7.2. Life Styles

2.7.2.1. Pinterest

2.7.2.2. Instagram

2.7.2.3. Grab

2.7.2.4. SCB Banking

2.7.3. Massive Open Online Course

2.7.3.1. Chula Mooc

2.7.3.2. Thai Mooc

2.8. สังคมเครือข่าย (Social Network)

2.8.1. เครื่องมือเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

2.8.2. มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาตามพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค

2.8.3. ระบบสังคมออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูง

3. ความสำคัญ บทบาท และคุณค่าของสารสนเทศ

3.1. พฤติกรรมสารสนเทศ

3.1.1. บุคคลแสวงหาสารสนเทศ เพื่อปิดช่องว่าง ผลลัพธ์ คือ ความรู้ ความเข้าใจ นำไปสู่เป้าหมายที่ปรารถนา

3.1.2. ระดับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์

3.1.2.1. ด้านร่างกาย

3.1.2.1.1. ปัจจัย4

3.1.2.2. ด้านอารมณ์

3.1.2.2.1. อำนาจ

3.1.2.2.2. ความมั่นคง

3.1.2.2.3. ความสำเร็จ

3.1.2.2.4. การยอมรับ

3.1.2.3. ด้านปัญญา

3.1.2.3.1. การวางแผน

3.1.2.3.2. การเรียนรู้

3.1.3. ระดับความต้องการสารสนเทศ

3.1.3.1. ที่เกิดจากสัญชาตญาณ

3.1.3.1.1. มีความต้องการ

3.1.3.1.2. ไม่แน่ใจว่าสารสนเทศจะช่วยแก้ปัญหาได้

3.1.3.1.3. ไม่สามารถแสดงความต้องการออกมาเป็นภาษา/คำพูดได้

3.1.3.1.4. รู้ว่าต้องการต่อเมื่อไม่สามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้

3.1.3.2. ที่ตระหนักได้

3.1.3.2.1. รู้ว่าตนต้องการอะไร แต่ยังไม่สามารถแสดงออกมาได้ชัดเจน

3.1.3.3. ที่แสดงออก

3.1.3.3.1. เกิดเมื่อมีข้อข้องใจ/วัตถุประสงค์บางประการ

3.1.3.3.2. บุคคลมีความสามารถในการสรุปความคิด ระบุความต้องการและสรุปออกมาเป็นคำพูดที่แสดงความต้องการได้ชัดเจน

3.1.3.4. ที่ปรับตามระบบสารสนเทศ

3.1.3.4.1. เชื่อมโยงความต้องการสารสนเทศเข้ากับทรัพยากรสารสนเทศแต่ละชนิดได้

3.1.4. วัตถุประสงค์ของความต้องการและการใช้สารสนเทศ

3.1.4.1. เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น

3.1.4.2. พื่อสนับสุนการตัดสินใจ

3.1.4.3. เพื่อศึกษาและพัฒนาทั้งในส่วนตนและสังคม

3.1.4.4. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานหรือการบริหารงาน

3.1.4.5. เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัวและการงาน

3.1.4.6. เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยให้มีประสิทธิภาพ

3.1.5. ลักษณะสารสนเทศที่บุคคลต้องการใช้

3.1.5.1. เพื่อประโยชน์ต่อผู้ใช้

3.1.5.2. ได้มาด้วยความสะดวก

3.1.5.3. มีลักษณะสอดคล้องกับค่านิยม ความเชื่อ และทัศนคติของบุคคล

3.1.5.4. มีลักษณะเฉพาะ ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะอย่างของบุคคลได้

3.1.5.5. มีความหลากหลาย ถูกต้อง และครบถ้วน

3.1.6. พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ

3.1.6.1. แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

3.1.6.1.1. 1. การตั้งใจที่ตนมิได้ริเริ่ม : การได้รับสารสนเทศจากรายการทางวิทยุ อาจจะไม่ได้มีเจตนาที่จะแสวงหาสารสนเทศ แต่ถือว่าได้เกิดการรับสารสนเทศขึ้น

3.1.6.1.2. 2. การค้นโดยตนมิได้ริเริ่ม : บุคคลหนึ่งได้รับสารสนเทศในขณะที่กำลังค้นหาสารสนเทศอีกเรื่องหนึ่ง สารสนเทศที่ได้รับจึงไม่ใช่ที่ตั้งใจไว้ แต่ถือว่าได้รับสารสนเทศเช่นกัน

3.1.6.1.3. 3. การค้นที่ตนริเริ่ม : การมุ่งค้นหาสารสนเทศจากระบบสารสนเทศในสถาบันบริการต่างๆ

3.1.6.1.4. 4. การค้นที่ดำเนินการอยู่ : การค้นหาสารสนเทศในเรื่องที่ผู้คน/ผู้แสวงหาสารสนเทศมีความรู้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการแสวงหาสารสนเทศเพิ่มเฉพาะด้าน

3.1.7. กระบวนการแสวงหาสารสนเทศ

3.1.7.1. 1. ตระหนักและยอมรับปัญหาสารสนเทศ

3.1.7.2. 2. เข้าใจและนิยามปัญหา

3.1.7.3. 3. เลือกระบบค้นหาสารสนเทศ

3.1.7.4. 4. คิดสูตรการค้น

3.1.7.5. 5. การค้นหาสารสนเทศ

3.1.7.6. 6. ตรวจสอบผลลัพธ์

3.1.7.7. 7. กลั่นกรองสารสนเทศ

3.1.7.8. 8. ย้อนกลับ / ย้ำ / หยุด

3.1.8. อุปสรรคและปัญหาของการแสวงหาสารสนเทศ

3.1.8.1. ตัวผู้แสวงหาสารสนเทศ : ประสบการณ์ในการค้นหาข้อมูล เช่น ความแตกต่างเฉพาะตัวบุคคลส่งผลต่อความต้องการที่ไม่เหมือนกัน

3.1.8.2. วิธีการและกระบวนการแสวงหาสารสนเทศ : ช่องทางในการแสวงหาตามความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยใช้เทคนิค กลยุทธ์ในการค้น เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศที่ตนต้องการและเกิดความพึงพอใจสูงสุด

3.2. ความสำคัญของสารสนเทศ

3.2.1. การดำรงชีวิตประจำวัน

3.2.1.1. อาศัยสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ

3.2.1.2. ช่วยให้มีทักษะการแก้ปัญหา ตอบคำถามที่มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประสิทธิผล

3.2.1.3. ช่วยให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีเพื่อสืบค้นข้อมูล

3.2.1.4. ช่วยให้รู้จักกวิเคราะห์และประเมินค่าสารสนเทศ

3.2.2. สังคม

3.2.2.1. เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

3.2.2.2. เพื่อพัฒนาประเทศโดยส่วนรวม

3.2.2.3. เพื่อความก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

3.2.2.4. มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม

3.2.2.5. มีคำกล่าวว่า “information is power”

3.3. บทบาทของสารสนเทศ

3.3.1. ด้านการค้า

3.3.1.1. ขึ้นอยู่กับการเผยแพร่สารสนเทศ

3.3.1.2. ทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

3.3.1.3. หากข้อมูลไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดการล่าช้า เสียหายได้

3.3.1.4. ผลักดันให้มีโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์

3.3.2. ด้านการศึกษา

3.3.2.1. เพื่อการศึกษาของคนในประเทศเป็นหลัก

3.3.2.2. สนับสนุนให้จัดตั้งห้องสมุด และศูนย์กลางให้บริการสารสนเทศ

3.3.2.3. เพื่อประกอบการเรียนการรสอน ส่งเสริมระบบการศึกษา

3.3.2.4. มีการแปลหนังสือ เพื่อให้สารสนเทศแพร่หลายและพัฒนาประเทศ

3.3.2.5. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

3.3.3. ด้านวัฒนธรรม

3.3.3.1. บทบาทเกี่ยวข้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ

3.3.3.2. มีส่วนสำคัญในการรักษาเอกลักษณ์ของชาติ ตระหนักในศักดิ์ศรีความเป็นชาติ ส่งผลให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ

3.3.3.3. ช่วยพัฒนาจิตใจ ให้มีส่วนเกื้อกูลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

3.3.3.4. เป็นหน้าท่ีของคนรุ่นหลังที่ต้องช่วยกันถ่ายทอดและสืบสานวัฒนธรรม

3.3.4. ด้านการเมือง การปกครอง

3.3.4.1. ส่งเสริมระบอบการเมืองภายในประเทศ

3.3.4.2. สนับสนุนให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในระบอบการปกครอง

3.3.4.3. ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงนโยบาย ระบบการปฏิบัติงานของราชการ

3.3.4.4. จัดตั้งศูนย์ข้อมูลของจังหวัดเพื่อเป็นคลังรวบรวมพื้นฐานเพื่อการวางแผนด้านการปกครองทั้งปัจจุบันและในอนาคต

3.3.5. ด้านอุตสาหกรรม

3.3.5.1. ในประเทศที่กำลังพัฒนาสารสนเทศมีความสำคัญ

3.3.5.2. โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการลงทุน

3.3.5.3. รัฐบาลต้องมีบทบาทในการส่งเสริมให้นักธุรกิจได้รับรู้สารสนเทศ

3.3.5.4. การถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม

3.4. ประโยชน์ของสารสนเทศ

3.4.1. ลดอัตราการตายจากโรคภัยไข้เจ็บ

3.4.2. ช่วยให้เป็นผู้บริโภคอย่างฉลาด

3.4.3. พัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน

3.4.4. ลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ

3.4.5. แก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น

3.4.6. ลดค่าใช้จ่ายจากการทำวิจัยซ้ำซ้อน

3.5. คุณค่าของสารสนเทศ

3.5.1. ขึ้นอยู่กับปัจจัย 4 ประการ

3.5.1.1. 1. เวลา : รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และความต้องการในการใช้งาน

3.5.1.2. 2. ความถูกต้อง : ต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ สามารถพิสูจน์ได้

3.5.1.3. 3. ครบถ้วน : ไม่ขาดหาย ไม่บิดเบือนจากความจริง

3.5.1.4. 4. ความต่อเนื่อง : มีการสะสมของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เนื้อหาเดียวกัน

3.5.2. คุณสมบัติที่สำคัญในการวัดค่าสารสนเทศ

3.5.2.1. 1. สามารถเข้าถึงได้ : สะดวกในการเข้าถึง

3.5.2.2. 2. ความครบถ้วน : เนื้อหาสมบูรณ์ พิจารณาด้านคุณภาพ

3.5.2.3. 3. ความถูกต้องเที่ยงตรง : ต้องไม่มีข้อผิดพลาด

3.5.2.4. 4. ความเหมาะสม

3.5.2.5. 5. ความทันเวลา : สั้นและรวดเร็วในการประมวลผล

3.5.2.6. 6. ความชัดเจน : ไม่กำกวม

3.5.2.7. 7. ความยืดหยุ่น : ให้ประโยชน์แก่บุคคลจำนวนมากอย่างกว้างขวาง

3.5.2.8. 8. ความสามารถในการพิสูจน์ได้ : ตรวจสอบได้ว่าจริง

3.5.2.9. 9. ความซ้ำซ้อน : ไม่ซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น

3.6. พัฒนาการของสารสนเทศ

3.6.1. คลื่นยุคที่1 ยุควัติทางเกษตรกรรม

3.6.1.1. 8,000 ปีก่อนคริสตกาล -1750

3.6.1.2. คนในสังคมมีความเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ

3.6.1.3. ปฏิบัติตามประเพณีนิยม

3.6.1.4. ถ่ายทอดความคิดจากบุคคลในครอบครัว หมู่บ้าน

3.6.1.5. ไม่มีโอกาสได้เห็นสังคมอื่นๆที่แตกต่างไปจากที่ตนอยู่อาศัย

3.6.1.6. รูปแบบสารสนเทศ : ภาษาพูด ภาษาเขียน

3.6.2. คลื่นยุคที่2 ยุควัติทางอุตสาหกรรม

3.6.2.1. ค.ศ.1750 -1950

3.6.2.2. รูปแบบสารสนเทศ : หนังสือ วารสาร สื่อสารสนเทศด้านสื่อมวลชน

3.6.2.3. บทบาทต่อสังคม : มีดารจัดทำหนังสือพิมพ์เพื่อสังคม

3.6.2.4. การพัฒนาสื่อสารสนเทศ : ด้านวิทยุกระจายเสียง แบะวิทยุโทรทัศน์

3.6.2.5. ลดอุปสรรคในการเผยแพร่ : ระยะทาง เวลา ภาษา ประเพณี

3.6.3. คลื่นยุคที่3 ยุคเทคโนโลยีระดับสูง

3.6.3.1. ค.ศ.1950- ปัจจุบัน

3.6.3.2. ยุคแห่งสังคมข่าวสาร : มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

3.6.3.3. ยุคคแห่งอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ : เกิดสื่อใหม่ๆ ทำให้สภาพสังคมคล้ายกันทุกที่

3.6.3.4. ไม่มีปัญหาใดในการรับส่งสารสนเทศซึ่งกันและกัน

3.6.3.5. มีการปรับปรุงพัฒนาระบบโทรคมนาคม ทำให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

4. ทรัพยากรสารสนเทศ

4.1. ความหมายของทรัพยากรสารสนเทศ

4.1.1. ศตวรรษที่ 21 : “ยุคสารสนเทศ” หรือ “Information Age”

4.1.2. เกี่ยวข้องกับความรู้

4.1.2.1. กระบวนการทางปัญญา

4.1.2.2. การค้นหา การประเมิน

4.1.2.3. การใช้สารสนเทศ การสื่อสาร

4.1.3. ข้อมูล (Data)

4.1.3.1. ข้อเท็จจริงที่เป็นนามธรรม รูปธรรม มีความหมาย มีคุณค่า

4.1.4. ข่าวสาร (News)

4.1.4.1. เรื่องราว เหตุการณ์ ข้อมูลที่บ่งบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

4.1.5. สารสนเทศ (Information)

4.1.5.1. ข้อมูล ข่าวสาร ข้อเท็จจริง ที่ถูกรวบรวม

4.1.5.2. สามารถสื่อความหมาย ระหว่าง ผู้สื่อ - ผู้รับ

4.1.6. "วัสดุที่ใช้บันทึกข้อมูล ข่าวสารข้อเท็จจริง และความรู้ โดยบันทึกในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวบรวม บันทึกไว้ในห้องสมุดเพื่อการศึกษาและพัฒนาอาชีพ ของบุคคลทุกวงการ"

4.2. คุณลักษณะและประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ

4.2.1. วัสดุตีพิมพ์

4.2.1.1. - วัสดุที่ใช้อักษร ข้อความ

4.2.1.2. - เทคนิคการพิมพ์การเขียนลงบนวัสดุชนิดต่างๆ

4.2.1.3. หนังสือ (Books)

4.2.1.3.1. “หนังสือสารคดี (Non-Fictions)” : ให้ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ

4.2.1.3.2. “หนังสือบันเทิงคดี (Fictions)” : เขียนขึ้นจากจินตนาการ มุ่งเน้นความเพลิดเพลิน โดยมีข้อคิด สาระ ความรู้สอดแทรก

4.2.1.4. วารสาร (Journals) นิตยสาร (Magazines) หนังสือพิมพ์ (Newspapers)

4.2.1.4.1. วารสาร (Periodicals or Journals) : สิ่งพิมพ์ที่มีรายละเอียดเน้นทางด้านวิชาการ

4.2.1.4.2. นิตยสาร (Magazines) : สิ่งพิมพ์ประเภทต่อเนื่อง เนื้อหามุ่งเน้นด้านบันเทิงและเกร็ดความรู้

4.2.1.4.3. หนังสือพิมพ์ (Newspaper) : สิ่งพิมพ์ที่มุ่งเน้นด้านการนำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ วิจารณ์ ความบันเทิง ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่างๆในปัจจุบัน มักมีกำหนดออกเป็นรายวัน

4.2.1.5. จุลสาร (Pamphlet)

4.2.1.5.1. สิ่งพิมพ์ที่รูปเล่มกะทัดรัด

4.2.1.5.2. มักมีความหนาไม่เกิน 60 หน้า

4.2.1.5.3. จัดพิมพ์ขึ้นโดยหน่วยงานต่างๆ

4.2.1.5.4. มุ่งเสนอความรู้เฉพาะเรื่องหรือสาขาวิชาต่างๆ

4.2.1.6. กฤตภาค (Clipping

4.2.1.6.1. หมายถึง ข่าวสาร ความรู้ รูปภาพ หรือบทความต่างๆ

4.2.1.6.2. โดยตัดจากหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ

4.2.1.6.3. นำมาผนึกไว้บนกระดาษโดยระบุแหล่งที่มา

4.2.1.6.4. เพื่อจัดรวบรวมไว้ที่แฟ้มหรือวัสดุอื่นๆ

4.2.2. วัสดุไม่ตีพิมพ์

4.2.2.1. - บันทึกถ่ายทอดสารสนเทศ โดยอาศัยภาพและเสียง

4.2.2.2. - อาจมีหรือไม่มีตัวอักษรประกอบ

4.2.2.3. โสตทัศนวัสดุ (Audio Visual Materials)

4.2.2.3.1. แผ่นเสียง (Phonodiscs) , เทปบันทึกเสียง (Phonotapes) : วัสดุที่ให้ข่าวสารในรูปแบบเสียง เช่น บทเพลง สุนทรพจน์ คำบรรยายต่างๆ

4.2.2.3.2. ภาพยนต์ (Motion pictures or Films) : สื่อที่ให้ความรู้ข่าวสาร ตลอดจนความบันเทิง ทั้งภาพและเสียง

4.2.2.3.3. เทปวีดิทัศน์ (Videotapes) , แผ่นวีดิทัศน์ (Videodiscs) : จัดทำขึ้นเฉพาะ และจัดแยกจากหนังสือประเภทอื่นๆ

4.2.2.3.4. รูปภาพ (Pictures) : เพื่อนำเสนอข้อมูลเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวต่างๆชัดเจนขึ้น อาจเป็น ภาพวาด ภาพเขียน ภาพถ่าย หรือภาพพิมพ์

4.2.2.3.5. แผนที่ (Maps) , ลูกโลก (Globes) : วัสดุสารนิเทศ นำเสนอข้อมูลความรู้แสดงเขตพื้นที่ หรือพื้นผิวโลกด้านกายภาพ

4.2.2.3.6. แผนภูมิ (Charts) : สื่อที่นำเสนอข้อมูลประเภทสัญลักษณ์ ตัวเลข ตัวหนังสือ ความสัมพันธ์

4.2.2.3.7. ภาพเลื่อน (Filmstrips) , ภาพนิ่ง (Slides) : สื่อที่นำเสนอข้อมูลประเภทภาพโปร่งแสง ถ่ายบนฟิล์ม ลักษณะ ภาพนิ่งจะปรากฎทีละภาพ ส่วนภาพเลื่อนจะเป็นภาพต่อเนื่อง

4.2.2.3.8. แผ่นโปร่งใส (Transparencies) : สื่อที่นำเสนอข้อมูลลงบนแผ่นพลาสติกใส ใช้คู่กับ เครื่องฉายภาพ (Overhead Projectors)

4.2.2.3.9. หุ่นจำลอง (Models) : เป็นวัสดุสามมิติที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบของจริงหรือใช้แทนของจริงที่ไม่ สามารถนำมาแสดงได้โดยตรง เช่น หุ่นจำลองลักษณะภายนอก หุ่นจำลองแบบย่อ หรือขยาย หุ่นจำลองแบบผ่าซีก หุ่นจำลองแบบแยกส่วน เป็นต้น

4.2.2.3.10. ของจริง (Reals) , ของตัวอย่าง (Specimens) : เป็นสารสนเทศที่นำมาเป็นตัวแทนของสิ่งหนึ่ง อาจเอามาเป็นบางส่วนจาก ของจริง หรือของเลียนแบบที่คล้ายของจริง เช่น ตัวอย่างหิน แร่ธาตุต่างๆ แสตมป์

4.2.2.4. วัสดุย่อส่วน (Microforms)

4.2.2.4.1. ไมโครฟิล์ม (Microfilms) : การถ่ายข้อความรู้ ข่าวสารจากเอกสารสิ่งพิมพ์ ลงบนม้วนฟิล์ม ขนาด 16-35 มม. เก็บรวบรวมไว้โดยอ่านผ่านเครื่องอ่านไมโครฟิล์ม

4.2.2.4.2. ไมโครฟิช (Microfiches) : การถ่ายข้อความรู้ ข่าวสาร จากเอกสารสิ่งพิมพ์ ลงบนแผ่นฟิล์ม โปร่งแสง ขนาด 3x5, 4x6, หรือ 5x8 นิ้ว อ่านด้วยเครื่องไมโครฟิช

4.2.2.5. วัสดุ อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Materials)

4.2.2.5.1. ซีดีรอม : CD-ROM : Compact Dise Read Only Memory

4.2.2.5.2. แผ่นวิดีทัศน์ระบบดิจิตอล : DVD : Digital Versatile Dise

4.2.2.5.3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ : Electronic Books / E-Books

4.2.2.5.4. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ : Electronic Journals / E-Journals

4.2.2.5.5. หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ : Electronic Newspapers / E-Newspapers

4.2.2.5.6. ฐานข้อมูล : Database

4.2.2.5.7. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ : Electronic Mail / E-mail

4.2.2.5.8. เคเบิลทีวี : Cable Television / Cable TV

4.2.2.5.9. อินเตอร์เน็ต : Internet

4.2.3. - บางประเภทอาจไม่สามารถอ่านข้อมูล จากวัสดุนั้นโดยตรง

5. ประวัติห้องสมุด

5.1. ประวัติและพัฒนาการห้องสมุดในต่างประเทศ

5.1.1. สมัยโบราณ

5.1.1.1. อารยธรรมสุเมเรียน

5.1.1.1.1. ชนชาติแรกในโลกที่บันทึกเรื่องราวต่างๆลงบนแผ่นดินเหนียว

5.1.1.2. อารยธรรม บาบิโลเนียน

5.1.1.2.1. มีจดหมายเหตุเกิดขึ้น

5.1.1.2.2. ห้องสมุดที่มืชื่อเสียง “ห้องสมุดเบอร์ซิปปา”

5.1.1.3. อารยธรรม อัสซีเรียน

5.1.1.3.1. เป็นห้องสมุดแผ่นดินเหนียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (22,000 แผ่น)

5.1.1.3.2. รากฐานของห้องสมุดต่างๆทั่วโลก

5.1.1.4. อารยธรรม อียิปต์

5.1.1.4.1. ชนชาติแรกที่ทำเป็นแผ่นกระดาษปาปิรัส แทนแผ่นดินเหนียว

5.1.1.4.2. อักษรภาพ “ตัวอักษรไฮโรกลิฟฟิค

5.1.1.5. อารยธรรม กรีก

5.1.1.5.1. ยุคทองของอารยธรรม

5.1.1.5.2. นิยมสะสมหนังสือเพื่อทำเป็นห้องสมุดส่วนตัว

5.1.1.5.3. การบันทึกเรื่องราวลงบนแผ่นหนัง โคเดกซ์

5.1.1.5.4. “ห้องสมุดอเล็กซานเดรีย” = ห้องสมุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ

5.1.1.6. อารยธรรม โรมัน

5.1.1.6.1. รุ่งเรืองคล้ายอารยธรรมกรีก

5.1.1.6.2. สร้างห้องสมุดเพื่อส่งเสริมบารมี

5.1.1.6.3. จักพรรดิ์ออกัส ทรงโปรดให้สร้างห้องสมุดประชาชน

5.1.1.6.4. ห้องสมุดประชาชนแห่งแรก “เขาปาลาไตน์”

5.1.2. สมัยกลาง

5.1.2.1. ยุคมืด : ภัยสงคราม ไข้ทรพิษระบาด

5.1.2.2. ห้องสมุดตามเมืองใหญ่

5.1.2.3. ใช้หนังสัตว์ กระดาษปาปิรัส เป็นวัสดุในการบันทึก

5.1.3. สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา

5.1.3.1. ศตวรรษที่ 15 • รวบรวมต้นฉบับจำนวนมากไว้ที่ “นครวาติกัน”

5.1.3.2. ศตวรรษที่ 16 • แท่นพิมพ์กูเตนเบิร์ก ทำให้ผลิตหนังสือได้มาก

5.1.3.3. ศตวรรษที่ 17 • จัดตั้งห้องสมุดมหาวิทยาลัย

5.1.3.4. ศตวรรษที่ 18 • ระบบจัดหมวดหนังสือแบ่งออกเป็น 5 ประเภท

5.1.3.5. ศตวรรษที่ 19 • จัดตั้งหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน ศึกษาวิชาบรรณารักษ์ (มหาวิทยาลัยโคลัมเบียร์)

5.1.4. สมัยใหม่

5.1.4.1. ศตวรรษที่ 20

5.1.4.2. วัสดุไม่ตีพิมพ์ ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ

5.1.4.3. นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในห้องสมุด

5.1.4.4. พระราชบัญญัติ

5.1.5. วัสดุเหล่านี้ถูกจัดเก็บรวบรวมไว้ในห้องสมุด

5.1.6. ทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุด (Information Resources)

5.1.6.1. เสริมสร้างสติปัญญา อารมณ์ และจิตใจ

5.2. ประวัติและพัฒนาการห้องสมุดในประเทศไทย

5.2.1. สมัยสุโขทัย

5.2.1.1. พ.ศ. 1800 – 1900

5.2.1.2. พ่อขุนรามคำแหง ทรงประดิษฐ์อักษรไทย

5.2.1.3. หลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงเป็นหนังสือเล่มแรกของไทย

5.2.1.4. เมื่อมีการส่งสมณฑูตไปสืบศาสนาที่ลังกา

5.2.1.4.1. พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ พร้อมทั้งคัมภีร์พระไตรปิฎก

5.2.1.4.2. จารึกลงในใบลาน

5.2.1.4.3. หอไตร : เก็บหนังสือทางพุทธศาสนา

5.2.1.5. ไตรภูมิพระร่วง : วรรณกรรมสำคัญทางศาสนา

5.2.1.5.1. พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไทย

5.2.2. สมัยกรุงศรีอยุธยา

5.2.2.1. พ.ศ. 1893 – 2310

5.2.2.2. สร้างหอหลวง : เพื่อเก็บหนังสือราชการ

5.2.2.3. พ.ศ. 2310 : หอไตรและหอหลวงถูกพม่าทำลายได้รับความเสียหาย

5.2.3. สมัยธนบุรี

5.2.3.1. พ.ศ. 2310 – 2325

5.2.3.2. พระเจ้าตากสินได้โปรดให้ขอยืมพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราช”

5.2.3.3. สร้างหอพระไตรปิฎกหลวง หรือ “หอหลวง

5.2.4. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

5.2.4.1. พ.ศ. 2325 – ปัจจุบัน

5.2.4.2. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

5.2.4.2.1. โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอพระมณเฑียร

5.2.4.2.2. เพื่อเก็บพระไตรปิฎกหลวง

5.2.4.3. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

5.2.4.3.1. โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ

5.2.4.3.2. รวบรวมตำราต่างๆ มาตรวจแก้ไขและจาลึกลงบนแผ่นศิลา

5.2.4.3.3. รูปปั้นฤาษีดัดตน ตำรับการนวดและตำรายาไทย

5.2.4.4. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

5.2.4.4.1. หอพระสมุดวชิรญาณ

5.2.4.4.2. หอพุทธศาสนสังคหะ

5.2.4.4.3. หอสมุดสำหรับพระนคร

5.2.4.5. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

5.2.4.5.1. หอสมุดแห่งชาติ

5.2.4.6. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

5.2.4.6.1. หอจดหมายเหตุ

5.3. สรุปพัฒนาการห้องสมุด ในประเทศไทย

5.3.1. สมัยสุโขทัย

5.3.1.1. สร้างหอไตร บันทึก : ใบลาน “หนังสือผูก”

5.3.2. สมัยกรุงศรีอยุธยา

5.3.2.1. สร้างหอหลวง เพื่อเก็บรวบรวม เอกสารทางราชการ

5.3.3. สมัยรัตนโกสินทร์

5.3.3.1. สร้างหอมณเฑียรธรรม หอสมุดพุทธศาสนา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม “ห้องสมุดประชาชน” แห่งแรกในประเทศไทย

5.3.3.2. ร.๕ ยุคห้องสมุดสมัยใหม่ “หอพระสมุดวชิรญาณ สำหรับพระนคร”

5.3.4. ปัจจุบัน

5.3.4.1. ห้องสมุดเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและพัฒนา ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ